"ชัชชาติ" เผยสถานการณ์น้ำในคลองหลัก กทม.ดีขึ้นใน 3 วัน เร่งจังหวะผลักดันน้ำ ลดระดับน้ำในคลอง พร้อมลุยยุทธศาสตร์ "ระบาย-รับน้ำ-วางรากฐานระยะยาว" หวังอุโมงค์ทางด่วนน้ำ รับมือวิกฤตฝน 300 มม.ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
KEY POINTS
- ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ว่าวิกฤตฝนตกหนักระดับ 300 มม. เป็นภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต จึงต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อรับมือ
- หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการขยายโครงข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ หรือ "ทางด่วนน้ำ" เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่วิกฤต
- อุโมงค์จะช่วยระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบคลองที่ระบายได้ช้าและแออัด
- ปัจจุบัน กทม. มีโครงการร่วมกับรัฐบาลในการก่อสร้างอุโมงค์หลายแห่ง เช่น อุโมงค์ระบายน้ำไปยังคลองจั่นและบึงหนองบอน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
วันนี้ (28 ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมร่วมกับรัฐบาลว่าแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่เผชิญฝนตกหนักสะสม 200–300 มิลลิเมตร จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำที่หมุนวนและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ โดยล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าปริมาณฝนในกทม.ลดลงเหลือประมาณเฉลี่ย 60 มิลลิเมตร ซึ่ง ปริมาณฝนที่ลดลงจะทำให้การระบายน้ำทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ ในพื้นที่แถบมีนบุรีและลาดกระบัง
นอกจากนี้ ในส่วนของการดูแลประชาชน กทม. ได้จัดตั้งกองบัญชาการและศูนย์จัดทำอาหาร ณ สำนักงานเขต เพื่อแจกจ่ายอาหารให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบราว 60,000–70,000 ราย โดยในระยะต่อไปส่วนของ กทม.จะเปิดให้ยื่นขอรับเงินเยียวยาตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยขอให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติถ่ายภาพและเก็บหลักฐานความเสียหายไว้ประกอบการยื่นขอรับการช่วยเหลือ
เมื่อถามว่าในอนาคตจะเกิดสถานการณ์น้ำท่วม กทม.แบบในปีนี้หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่ารับมือมวลฝนสุดขั้วในอนาคตว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตร ถือเป็นวิกฤตธรรมชาติที่คาดเดาได้ยากจากความไม่แน่นอนของการพยากรณ์อากาศ และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะภายในปีนี้หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น กทม. และรัฐบาลจึงต้องร่วมกันวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อรองรับปริมาณฝนระดับ 300 มิลลิเมตรให้ได้
“หัวใจสำคัญของการรับมือฝน extreme ในอนาคต คือการขยายโครงข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ หรือ ทางด่วนน้ำ ให้ครอบคลุมจุดเสี่ยงต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อตัดยอดน้ำและเร่งระบายน้ำจากพื้นที่วิกฤตออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคลองที่แออัด ซึ่งขณะนี้ กทม. มีโครงการร่วมกับรัฐบาลหลายโครงการ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำไปยังคลองจั่น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบและความรุนแรงของน้ำท่วมในย่านบางกะปิได้อย่างยั่งยืน แม้ต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องลงทุนระยะยาว”นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่าในด้านการระบายน้ำ ขณะนี้ในภาพรวมคลองสายหลักเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลองแสนแสบ ซึ่งช่วยดึงน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่คลองจั่นและพื้นที่ต่อเนื่อง แต่จุดที่ระบายน้ำได้ยากที่สุดในขณะนี้คือคลองประเวศบุรีรมย์ เนื่องจากต้องรับน้ำจากฝั่งลาดกระบังส่งต่อไปยังสถานีสูบน้ำพระโขนง ประกอบกับลำคลองมีความคดเคี้ยวมาก จึงใช้เวลาในการระบายน้ำมาก
ในเรื่องนี้ได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเพื่อขอความช่วยเหลือจากกรมชลประทานและกองทัพเรือ นำเครื่องดันน้ำมาช่วยผลักดันมวลน้ำในคลองประเวศฯ ให้ไหลออกสู่ประตูระบายน้ำพนมสารคาม และประตูระบายน้ำพระโขนงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน กทม. เดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลัง สามารถระบายน้ำได้วันละประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดว่าระดับน้ำในคลองหลักจะค่อยๆ ลดลงภายใน 2–3 วัน ส่วนในพื้นที่ชุมชนที่น้ำล้นคันกั้นน้ำเข้าไป คาดว่าจะใช้เวลาเร่งนำเครื่องสูบน้ำเข้าดูดระบายออกประมาณ 7 วัน
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุถึงด้านการรับน้ำว่าบึงรับน้ำบึงหนองบอนมีความจุทั้งหมดประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันยังคงมีศักยภาพรองรับน้ำเพิ่มได้อีกราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ดี การนำน้ำเข้าสู่บึงหนองบอนยังทำได้ไม่สะดวก เนื่องจากต้องผ่านคลองหนองบอนที่ระบายได้ช้า ทำให้ปัจจุบันบึงหนองบอนช่วยรับน้ำได้หลักๆ ในพื้นที่ถนนเฉลิมพระเกียรติ
เพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้นและกลาง รัฐบาลได้อนุมัติโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเชื่อมจากคลองประเวศฯ ตรงเข้าสู่บึงหนองบอนแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บึงหนองบอนทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น





