"ส.อ.ท." ยืนยันวิกฤตน้้ำท่วมยังไม่กระทบเป้าผลิต-จำหน่ายรถยนต์ปี 69 เผยโรงงานหลักและซัพพลายเชนในภาคตะวันออกยังเดินหน้าได้ปกติ พร้อมแสดงความห่วงใยผู้ใช้รถ EV เสี่ยงเจอค่าซ่อมแบตเตอรี่สูงหากจมน้ำ เตือนห้ามสตาร์ตเครื่องเด็ดขาด
KEY POINTS
- ส.อ.ท. ยืนยันว่าสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากนัก โดยโรงงานส่วนใหญ่ยังผลิตได้ตามปกติ และหากสถานการณ์คลี่คลายใน 2-3 วัน จะยังคงเป้าหมายการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ปี 2569 ไว้เท่าเดิม
- นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล แสดงความห่วงใยต่อผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่ามีความเสี่ยงสูงหากเผชิญกับน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ซึ่งหากเสียหายจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ที่สูงมาก
- เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายรุนแรงของรถ EV เนื่องจากประชาชนมีการเตรียมพร้อมนำรถไปจอดในที่สูง และค่ายรถยนต์ต่างๆ มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น ตรวจเช็กสภาพฟรีและให้ส่วนลดค่าอะไหล่
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยถึงภาพรวมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า จากการติดตามและตรวจสอบโรงงานสมาชิกพบว่า โรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงสามารถเดินสายการผลิตได้ตามปกติ
แม้จะมีบางโรงงานในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำเข้าท่วมบ้างซึ่งต้องทำการฟื้นฟูเล็กน้อย แต่ในด้านระบบการขนส่งชิ้นส่วนและซัพพลายเชนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ในการขนส่ง อีกทั้งทาง ส.อ.ท. ได้กำชับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบสต็อกชิ้นส่วนในคลังสินค้าและความพร้อมในการผลิตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงภายใน 2-3 วัน ทางกลุ่มฯ ยังคงยืนยันที่จะตรึงเป้าหมายยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ปีนี้ไว้ที่ตัวเลขเดิม โดยประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบจนต้องปรับลดเป้าหมายภาพรวมที่ตั้งเป้ายอดผลิตทั้งปีที่ 1,450,000 คัน โดยผลิตส่งออก 900,000 คัน และผลิตขายในประเทศ 550,000 คัน
ห่วงรถ EV เสี่ยงน้ำท่วม-ค่าซ่อมแบตเตอรี่สูง
นายสุวัชร์ กล่าวแสดงความห่วงใยถึงผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า รถไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ซึ่งหากเกิดความเสียหายจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ค่อนข้างสูง แต่ในเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายหนักเข้ามา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนเตรียมพร้อมนำรถไปจอดในที่สูง รวมถึงศูนย์การค้าและห้างร้านต่างๆ ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่จอดรถ
นอกจากนี้ ในส่วนของคำแนะนำประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หากน้ำเข้าสู่ตัวรถหรือเครื่องยนต์แล้ว ไม่ควรทำการสตาร์ทรถอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น โดยค่ายรถยนต์สมาชิกได้ร่วมมือตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จี้รัฐออกมาตรการฟื้นกำลังซื้อ "รถกระบะ"
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากมูลค่าความเสียหายของน้ำท่วมที่ประเมินไว้ราว 30,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการเร่งส่งออกสินค้ากลุ่ม Data Center และดิจิทัล ตลอดจนการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ ยังคงต้องรอความชัดเจนจากมาตรการภาครัฐในการเข้ามาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็น 1 ใน 7 สาขาเศรษฐกิจหลักของประเทศที่ภาครัฐและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ความสำคัญและกำลังหารือมาตรการส่งเสริมอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งกำลังใจให้ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณภาครัฐสำหรับมติ Board EV เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า imported ให้สูงกว่ารถผลิตในประเทศ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุนไทย
รวมถึงเตรียมเสนอมาตรการกำหนดโควตานำเข้าและ Thai content เพื่อรักษาสมดุล Ecosystem ของอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชน local content ในประเทศ โดยยอดผลิต จำหน่ายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายรถกระบะยังน่ากังวล ในขณะที่ส่งออกรวมลดลง แบ่งเป็น
1.) ยอดการผลิต (Production) ยอดผลิตรถยนต์รวมในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีบริบูรณ์ก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดผลิตสะสม 8 เดือนแรก (ม.ค. - ส.ค. 2569) อยู่ที่ 959,711 คัน (เพิ่มขึ้น 1.27%)
2.) ยอดการจำหน่ายในประเทศ (Domestic Sales) ในเดือนส.ค. 2569 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนก.ค. 2569 โดยมียอดขายสะสม 8 เดือนแรกอยู่ที่ 465,971 คัน (เพิ่มขึ้น 16.60%)
"โดยข้อสังเกตพบว่า ยอดขาย BEV ในประเทศช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 145,132 คัน แต่ผลิตได้ในประเทศเพียง 60,578 คัน (41.74%) ที่เหลือเป็นรถนำเข้าสูงถึง 58.26% ส.อ.ท. จึงเสนอให้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนพลังงานชีวภาพ (B20 / แก๊สโซฮอล์) เพื่อช่วยซัพพลายเชนรถกระบะและ ICE ในประเทศ"
3.) ยอดการส่งออก (Exports) การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนส.ค. 2569 ทำได้ 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ รวมทั้งสิ้น 69,310.69 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.05%) ปัจจัยฉุดรั้งสำคัญมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดส่งออกไปตลาดดังกล่าวลดลงถึง 40.24%
"ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมทั้งหมดในเดือนส.ค. 2569 แตะระดับ 74,291.23 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.99%) ขณะที่ยอดรวมสะสม 8 เดือนแรกมีมูลค่า 602,255.49 ล้านบาท (ลดลง 3.79%)"
4.) ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า (EV Registration Status) สถิติการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ประเภทต่างๆ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน โดยยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ส.ค. 2569 มีดังนี้ BEV (รถไฟฟ้าแบตเตอรี่) ป้ายแดง ส.ค. 69 24,505 คัน (เพิ่มขึ้น 113.35%) ยอดสะสมรวม 539,630 คัน (เพิ่มขึ้น 69.39% จากปีก่อน) แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 428,544 คัน และรถจักรยานยนต์ 103,252 คัน





