วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

ครม.นัดพิเศษรับทราบ 14 มาตรการเร่งด่วน รับมืออุทกภัยปี 69

ครม.นัดพิเศษรับทราบ 14 มาตรการด่วนรับมือน้ำท่วม ตั้งศูนย์ JICC บูรณาการข่าว ชี้วิกฤตฝนหมุนวนรอบ 43 ปี ไม่ซ้ำรอยปี 54 ประกาศพื้นที่เฝ้าระวังเพิ่มเติมในหลายจังหวัด

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันที่ 27 ก.ย.ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมี 14 มาตรการเร่งด่วน ในการบริหารจัดการน้ำ การอพยพ และการบรรเทาสาธารณภัยซึ่งที่ประชุม ครม.รับทราบและสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆดังนี้

1.การบูรณาการความร่วมมือและการแบ่งหน้าที่หลัก: ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำ กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ กทม. เป็นหน่วยงานหลักแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยงานหลักนำเสนอข้อมูลสภาพอากาศด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมให้ สทนช. บูรณาการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำร่วมกับมหาดไทยและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

2.การจัดระบบข้อมูลและการแจ้งเตือน: รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที

3.การจัดหาที่จอดรถสำรองฟรี: มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ดำเนินการแจ้งสถานที่ราชการทุกแห่งให้อำนวยความสะดวก จัดพื้นที่สำหรับให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้าจอดได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

4.การสนับสนุนกำลังพลและยานพาหนะทหาร: มอบหมายกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ สนับสนุนรถบรรทุกและระดมทรัพยากรต่าง ๆ ช่วยเหลือประชาชนในการอพยพ เคลื่อนย้ายสิ่งของ และสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน

5.การขยายวงเงินช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย ให้กรมบัญชีกลางพิจารณาขยายวงเงินงบประมาณช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยแก่ กทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ตามกรอบกฎหมายและระเบียบ

6.การรายงานสถานการณ์และการแจ้งเตือนภัยต่อเนื่อง: มอบหมายให้ ปภ. ดำเนินการแจ้งเตือนภัยและรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

7.การเตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร และเครื่องสูบน้ำ: ให้กรมชลประทาน, ปภ., กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ พร้อมบูรณาการการสูบระบายน้ำร่วมกัน

8.การเฝ้าระวังและช่วยเหลือพื้นที่ภาคตะวันออก ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออก ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

9.การบริหารจัดการน้ำและการปล่อยน้ำจากเขื่อน: ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และบริหารจัดการปล่อยน้ำจากเขื่อน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและผลกระทบต่อประชาชนท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ

10.การจัดการจราจรและความปลอดภัย: ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน วางแผนการจราจรลดผลกระทบต่อการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยของประชาชนและสถานที่

11.การดูแลระบบสาธารณูปโภค (น้ำประปาและไฟฟ้า): ให้การประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เข้าตัดไฟฟ้า ซ่อมแซมระบบ และเตรียมเครื่องปั่นไฟสำรองให้พร้อม

12.การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและศูนย์พักพิง: ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ประสานงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียง จัดเตรียมศูนย์พักพิง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ และเตรียมสถานพยาบาลรองรับผู้ป่วย

13.การจัดตั้งศูนย์แถลงข่าวและสื่อสารเอกภาพ ให้รายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำและสภาพภูมิอากาศไปยังโฆษกรัฐบาล (ผ่านสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี) เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปในแนวทางเดียวกัน พร้อมร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท. ในการจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว

14.มาตรการทำงานนอกสถานที่ (Work from Home): ให้สำนักงาน ก.พ. พิจารณามาตรการ Work from Home สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการ Work from Home ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

นอกจากนี้เพื่อลดความสับสนจากข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดีย รัฐบาลได้จัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (Joint Information and Communication Center: JICC) เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เป็นเอกภาพ โดยมีการแถลงข่าวเป็นทางการทุกวัน เวลา 10:00 น. ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT และแฟนเพจ "ไทยคู่ฟ้า" พร้อมอัปเดตข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับช่องทางติดต่อ ประชาชนใน กทม. สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1555 ส่วนต่างจังหวัดติดต่อ ปภ. ผ่านสายด่วน 1784

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมว่าจะรุนแรงเหมือนปี พ.ศ. 2554 หรือไม่นั้น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า สถานการณ์ครั้งนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย น้ำท่วม ปี 2554 เกิดจากพายุซ้ำซ้อน 5 ลูก ตกลงทางภาคเหนือและเกิดมวลน้ำหลากลงสู่ภาคกลาง แต่เหตุการณ์ปัจจุบันเกิดจาก ภาวะสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่เป็นฝนหมุนวนตกหนักครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคกลาง กทม. และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา วัดปริมาณน้ำฝนสูงสุดได้ถึง 340 มิลลิเมตร (มวลน้ำประมาณ 248 ล้านลูกบาศก์เมตร) ซึ่งเป็นฝนตกหนักที่สุดในรอบ 43 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

อย่างไรก็ตาม 4 เขื่อนหลักยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตรขณะที่ กทม. ได้เร่งเดินเครื่องสูบน้ำผ่านสถานีและอุโมงค์ระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเฉลี่ยวันละ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังเคลื่อนตัวออกไปทางทิศตะวันตกสู่จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติม คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังใน กทม. จะคลี่คลายภายใน 2–3 วัน

นอกจากนี้ รัฐบาลได้แจ้งเตือนพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคตะวันออก ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี (พื้นที่ลุ่มต่ำและโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้เตรียมอพยพผู้ป่วยติดเตียง), จ.ฉะเชิงเทรา (อ.เมือง, อ.บางคล้า, อ.คลองเขื่อน), จ.นครนายก (อ.เมือง, อ.องครักษ์, อ.ปากพลี), จ.จันทบุรี (อ.ท่าใหม่, อ.นายายอาม, อ.แก่งหางแมว, อ.เมือง) และ ภาคตะวันตก ใน จ.กาญจนบุรี (อ.เมือง, อ.ด่านมะขามเตี้ย, อ.ไทรโยค, อ.ทองผาภูมิ) ให้สังเกตระดับน้ำและปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด

"รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากเพียงลำพัง โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาประชาชนทันทีในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันทุกจุดทั่วประเทศ" นพ.เอกภพ กล่าวสรุป