ซีพีเอฟ บริหารห่วงโซ่อุปทานเชิงรุก รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ วางแผนกระจายสินค้า B2B2C เข้าทุกช่องทางค้าส่ง-ค้าปลีก ตรึงความมั่นคงด้านอาหารให้ผู้บริโภคเข้าถึงสะดวก
KEY POINTS
- ซีพีเอฟปรับแผนการผลิตและกระจายสินค้าเชิงรุก เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อาหารในกรุงเทพฯ
- บริษัทฯ ยืนยันที่จะตรึงกำลังการผลิตและจัดส่งสินค้าสู่ช่องทางค้าส่งและค้าปลีก เพื่อป้องกันปัญหาอาหารขาดแคลน
- มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับพันธมิตร เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้ามีเพียงพอและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
สภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการจราจร แต่ยังกดดันระบบโลจิสติกส์และการเข้าถึงปัจจัยสี่ของประชาชน ความเสี่ยงด้าน “เสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานอาหาร” (Food Supply Chain Stability) จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคเอกชนต้องเร่งบริหารจัดการ ล่าสุด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์กระจายสินค้าเชิงรุก ตรึงกำลังการผลิตและการจัดส่ง B2B2C เข้าสู่ทุกช่องทางค้าส่งและค้าปลีก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าความต้องการบริโภคในเขตเมืองจะไม่เกิดภาวะชะงักงัน
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร กล่าวว่า “ในสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วม ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการดูแลความต่อเนื่องของระบบอาหาร โดยเฉพาะด้านการจัดส่งสินค้า เราติดตามสถานการณ์และความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับพันธมิตรและช่องทางจำหน่าย เพื่อสนับสนุนสินค้าอาหารให้เพียงพอและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง”
ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารเดินหน้าบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าอาหาร เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่
บริษัทติดตามสถานการณ์ทั้งด้านความต้องการสินค้า เส้นทางการขนส่ง และข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่ เพื่อวางแผนการผลิต การจัดเตรียมสินค้า และการกระจายสินค้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนสินค้าไปยังช่องทางค้าส่ง ค้าปลีก ร้านค้า และช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ เพื่อให้สินค้าอาหารสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้บริโภค ซีพีเอฟ พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรในห่วงโซ่อาหารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การผลิตและการกระจายสินค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่การเดินทางและระบบขนส่งในบางพื้นที่มีข้อจำกัด ทั้งยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน และผู้เกี่ยวข้องตลอดกระบวนการ
ทั้งนี้ ซีพีเอฟจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการผลิตและการกระจายสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ “อาหารยังคงเดินทางถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับสังคมในทุกสถานการณ์
ในยามที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ การบริหารจัดการของยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมอาหารอย่างซีพีเอฟ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ "การขายสินค้า" แต่คือ "การบริหารจัดการสภาวะวิกฤต (Crisis Logistics Management)" หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบไม่ช็อต อยู่ที่การประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าและการบริหารการจัดส่งแบบยืดหยุ่น (Agile Supply Chain) ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนก (Panic Buying) ของคนเมือง การขยับตัวอย่างรวดเร็วในการตรึงสต็อกและเชื่อมต่อช่องทางกระจายสินค้า B2B2C ในครั้งนี้ จึงเป็นบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางสังคม และสะท้อนขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ





