“เอกนิติ” เผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ชี้รัฐบาลเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน อุดหนุนคนไทยติดโซลาร์ ลดค่าไฟ-สร้างรายได้จากการขายไฟคืนรัฐ เพื่ออนาคตไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุน แจงไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ไม่ใช่ประชานิยม ช่วยพยุงกำลังซื้อประชาชน ลดแรงกดดันราคาน้ำมันและค่าครองชีพพุ่ง พร้อมรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” โดยได้เผยถึง ตัวเลขการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 65% ของปริมาณที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักซึ่งผันผวนตามราคาพลังงานโลก
ดังนั้น รัฐบาลจึงมองว่าการจ่ายเงินเยียวยาค่าครองชีพอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว แต่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน โดยให้การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป ครัวเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งจะใช้เงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ส่วน 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการผลิตและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนแก่รัฐ
“ถ้าคุณผลิตไฟได้มากกว่าที่คุณใช้ คุณขายไฟคืนให้รัฐ มันก็จะกลายเป็นรายได้ของคุณ แทนที่จะต้องมาเอา 1,000 บาทจากไทยช่วยไทย พลัส 60/40 คุณก็จะได้ 1,000 บาทจากแสงแดด จากการขายไฟคืน สิ่งนี้คือความยั่งยืน"
นอกจากนี้ ปรับเปลี่ยนจากการนำงบประมาณไปอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้าจากต่างประเทศ มาเป็นการส่งเสริมพลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอล ที่ผลิตจาก ปาล์มน้ำมัน, อ้อย, มันสำปะหลัง จะช่วยสร้างรายได้ตรงสู่เกษตรกรไทย เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว และลดการพึ่งการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมากจากต่างประเทศ
“ถ้าเรานำเข้าน้ำมันเยอะวันนี้ เราก็ต้องจ่ายให้คนในตะวันออกกลางเยอะ แต่แทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุนตะวันออกกลาง เราเปลี่ยนมาอุดหนุนคนไทย พลังงานทางเลือกที่เป็นของไทย และถ้าจะต้องใช้เงินภาษีก็ขอเอาไปช่วยเกษตรไทย” นายเอกนิติ กล่าว
ปัดต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ไม่ใช่ประชานิยม
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า การตัดสินใจเดินหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เฟสที่ 2 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือน ต.ค. 2569 มีจุดประสงค์เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนหดตัว
โดยเน้นย้ำว่า การขยายระยะเวลาโครงการเยียวยาออกไปอีก 2 เดือน ไม่ใช่การทำประชานิยมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นการบริหารจัดการงบประมาณที่เหลือราว 46,000 ล้านบาท จากวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ดูแลค่าครองชีพประชาชนในสภาวะวิกฤต ภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท
ในการนี้ ได้ปฏิบัติตามกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่ได้มีการโยกเงินกู้ฯ ส่วน 200,000 ล้านบาทหลังเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้แต่อย่างใด
“ถ้าวันนี้จะหาเสียงทางการเมือง ผมก็ขยายไปเอา 200,000 หลังมาเพิ่มให้ แล้วผมก็จ่ายไปเรื่อย ๆ แต่เพราะเรายึดวินัยการคลังไงครับ เราถึงบอกว่าเราเอาแค่ 200,000 แรก วันนี้เรายังเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ไม่เร็ว สงครามมันยังอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ติดโซลาร์กันหมด ลดค่าไฟได้แล้ว มาตรการเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นเลยครับ"
ไทยช่วยไทยพลัส จะมุ่งเน้นกระจายรายได้ไปยังพ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก หาบเร่แผงลอย และร้านค้าในตลาดสดกว่า 1.2 ล้านราย รวมถึงประชาชน 26 ล้านคน โดยไม่ได้ออกแบบให้ประโยชน์ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือ โมเดิร์นเทรดโดยตรง แต่ให้เงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานราก จากนั้นผู้ประกอบการรายใหญ่ขึ้นมาก็จะได้รับการอุดหนุนต่อมาเป็นทอด ๆ
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา เม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 160,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนเงินกระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครเพียง 16% ส่วนที่เหลืออีก 84% กระจายลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
อีกทั้ง ยังเป็นการเชื่อมโยงผู้ค้าเข้ากับแพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์ หรือ ฟู้ดเดลิเวอรี ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้น 100% – 200% และเมื่อจบโครงการแล้วยังคงรักษายอดขายได้สูงกว่าเดิม 50% – 60%
นอกจากนี้ ในแอปฯ ถุงเงิน ได้มีการติดตั้งระบบ "AI นกกระซิบ" ไว้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยแจ้งเตือนพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าเพื่อวางแผนการผลิตในแต่ละวัน พร้อมช่วยเปรียบเทียบราคาวัตถุดิบเฉลี่ยในตลาด เช่น ราคาไข่ไก่ ผักสด เนื้อสัตว์ เพื่อให้ร้านค้าสามารถต่อรองราคาต้นทุนได้ถูกต้อง
รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ จากการนำข้อมูลการค้าขายในแอปฯ ถุงเงินมาใช้ประเมินการขอสินเชื่อธนาคาร โดยมีบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อโดยไม่มีค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงทุนในระบบได้สะดวกและลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ





