สทน. ร่วมพันธมิตรนำเทคโนโลยีการฉายรังสี อัพเกรดอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชั่น 3 จังหวัดอีสาน ประกาศ 12 ผลิตภัณฑ์แชมเปี้ยน ชูจุดขายยืดอายุการเก็บรักษา เพิ่มมูลค่าสู้ศึกตลาดระดับสากล
KEY POINTS
- สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีเพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารพื้นถิ่นอีสาน
- เทคโนโลยีการฉายรังสีช่วยแก้ปัญหาอาหารเน่าเสียง่าย ยืดอายุการเก็บรักษา และเพิ่มความปลอดภัย เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดสู่การค้าปลีกสมัยใหม่และตลาดส่งออก
- มีการมอบรางวัล “Product Champion ปี 2569” แก่ 12 ผลิตภัณฑ์อาหารต้นแบบจากจังหวัดสกลนคร กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในชุมชน
การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ลงสู่ระดับฐานราก กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สานต่อผลสำเร็จในการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการมอบรางวัล “Product Champion ปี 2569” แก่ 12 ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชั่นในพื้นที่ จ.สกลนคร จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อติดอาวุธทางปัญญาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “Product Champion ปี 2569” แก่ผู้ประกอบการใน โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชั่น ด้วยการฉายรังสี ประจำปี 2569 ว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเกิดคุณค่าสูงสุด เมื่อสามารถนำไปแก้ไขปัญหา สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้กับประชาชนได้จริง ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญาอาหาร และศักยภาพของผู้ประกอบการ ดังนั้น การเติมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเทคโนโลยีการฉายรังสีถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสีย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นไทยได้มากขึ้น
ด้านรองศาสตราจารย์ ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า สทน. ได้ร่วมกับสถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการช่วยยกระดับอาหารพื้นถิ่นที่มีต้นทุนด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์อยู่แล้ว ให้สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับผลการคัดเลือกสุดยอดอาหารพื้นถิ่น “Product Champion” ปี 2569 มีดังนี้ จังหวัดสกลนคร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “ไส้อั่วอีสานปลาซิวกุ้งฝอย” โดย คุณปราณิสา ตรงดี รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์ “ผงแกงหน่อไม้” โดย คุณกิ่งแก้ว พาสง่า และรองชนะเลิศอันดับ 2 ผลิตภัณฑ์ “CEREAL BAR ธัญพืชอัดแท่ง” โดย คุณณัฎกานต์ ดากาวงค
จังหวัดกาฬสินธุ์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “หม่ำเนื้อ” โดย คุณนันทลักษณ์ มหามาตย์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์ “ไส้กรอกปลา” โดย คุณอนุภาพ ภูชาคำ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ผลิตภัณฑ์ “ปลาส้ม” โดย คุณพูนพัฒน์ อันเสน
จังหวัดร้อยเอ็ด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “เป็ดแดดเดียวหมักไวน์” โดย คุณนุชนารถ เจาะจง รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์ “น้ำพริกปูนาปลาย่าง” โดย คุณทัพพ์ โลนะชาติ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ผลิตภัณฑ์ “เนื้อแดดเดียวสามเกลอ” โดย คุณวีระธาร มาศเกษม
ส่วนกลุ่มอาหารฟังก์ชั่น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “ผงผักเคล” โดย คุณทัยรัตน์ งอยปัดดพันธ์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์ “ผงกล้วยชงดื่ม” โดย คุณสมบัติ เพชรยิ้ม และรองชนะเลิศอันดับ 2 ผลิตภัณฑ์ “ข้าวสินเหล็กป๊อป นาโก” โดย คุณวิจิตรา แสงทอง
ทั้ง 12 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” สามารถก้าวไปพร้อมกับ “วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม” ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย สทน. และหน่วยงานพันธมิตรจะยังคงเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ ขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
โครงการ Product Champion ของ สทน. สะท้อนถึง "การทลายข้อจำกัดของอาหารพื้นถิ่นไทยด้วยนวัตกรรม (Commercializing Local Wisdom)" ปัญหาใหญ่ของอาหารอีสานแปรรูป เช่น ปลาส้ม หม่ำเนื้อ หรือไส้อั่ว คือการเน่าเสียง่ายและอุปสรรคด้านสุขอนามัยในการขนส่งทางไกล การเข้ามาของเทคโนโลยีฉายรังสีจึงไม่ใช่แค่การถนอมอาหาร แต่เป็นการ "ปลดล็อกประตูสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และตลาดส่งออก" ซึ่งถือเป็นหัวใจของการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน หากได้รับการต่อยอดด้าน packaging design และการตลาดเชิงรุก ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะกลายเป็น Soft Power ด้านอาหารที่มีศักยภาพสูงในระดับภูมิภาคอย่างแน่นอน





