กระทรวงเกษตรฯ เร่งชะลอการระบายน้ำเขื่อนหลักตอนบน สกัดน้ำเหนือเข้ากรุงเทพฯ ชี้สถานการณ์อุทกภัยไม่รุนแรงเท่าปี 2554 พร้อมใช้เกณฑ์ใหม่ สิงหาคมเร่งสำรวจเยียวยาเกษตรกร
KEY POINTS
- กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงเท่าปี 2554 โดยประเมินความรุนแรงไว้ที่ระดับ 6-7 จาก 10
- กรมชลประทานลดการระบายน้ำจากเขื่อนหลักทางตอนบน (ภูมิพล สิริกิติ์ และแควน้อย) เพื่อชะลอน้ำและป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯ
- มีการบริหารจัดการจราจรน้ำโดยผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและตะวันตก พร้อมควบคุมการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา
- เตรียมใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรวดเร็ว
แม้พื้นที่ประเทศไทยจะเผชิญสภาวะฝนตกหนักชุกและปรากฏการณ์เรนบอมบ์ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำยกตัวสูงขึ้นชั่วคราว แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมายืนยันความพร้อมในการรับมืออุทกภัย โดยกรมชลประทานได้วางระบบจราจรน้ำอย่างเป็นเอกภาพ ลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนหลักตอนบนเพื่อเซฟพื้นที่เศรษฐกิจอย่างกรุงเทพมหานคร พร้อมเตรียมนำหลักเกณฑ์จ่ายเงินเยียวยาฉบับใหม่มาบังคับใช้ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ กรมชลประทาน ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมได้มีการกำหนดแนวทางการยกระดับการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้มีความรวดเร็วและเข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในประเด็นการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำเพื่อรับมืออุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร โดยขณะนี้เกิดสถานการณ์เรนบอมบ์ (Rainbomb) เป็นวงกว้างและต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำและน้ำขังรอการระบายยกตัวสูงขึ้นชั่วคราว
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดการจราจรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยลดการระบายน้ำจากเขื่อนหลักตอนบน (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย) ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อชะลอน้ำไม่ให้ลงมาสมทบ เจ้าพระยาตอนล่าง พร้อมควบคุมการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่อัตรา 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ประเมินระดับความรุนแรงของสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ไว้ที่ประมาณ 6–7 จาก 10 และยืนยันว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าอุทกภัยปี 2554 และขณะนี้กรมชลประทานได้วางระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อสกัดกั้นไม่ให้น้ำเหนือไหลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน โดยระดับน้ำที่สถานี C29A ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์วิกฤต รวมถึงมีการประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อส่ง SMS แจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการดูแลพื้นที่เกษตรกรรมและการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมชลประทานได้มีการประเมินพื้นที่การเกษตรที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวในแนวผันน้ำประมาณ 1,300,000 ไร่ (ฝั่งตะวันตกราว 580,000 ไร่ และฝั่งตะวันออกราว 880,000 ไร่) และจะยังคงมุ่งเน้นการผันน้ำเข้าตามระบบโดยไม่ให้กระทบพื้นที่ที่ยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จ และหากกรณีเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ ล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานติดตามและเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมการสำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ โดยใช้หลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติด้านพืช ฉบับใหม่ที่มีการประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์และความเสียหายของเกษตรกร
การออกมาชี้แจงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็น "การบริหารจัดการสภาวะวิกฤติที่ตรงจุด" เพื่อสยบความตื่นตระหนกของประชาชนที่กังวลเรื่องอุทกภัยใหญ่ บทเรียนจากปี 2554 นำมาสู่การวางแผนจราจรน้ำที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งหน่วงน้ำในเขื่อนใหญ่ตอนบน และการหน่วงการผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตรที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จราว 1.3 ล้านไร่ ยิ่งไปกว่านั้น การนำ "หลักเกณฑ์เยียวยาฉบับใหม่" มาใช้ ย่อมเป็นบททดสอบสำคัญของภาครัฐในการลดขั้นตอนความล่าช้า (Red Tape) เพื่อให้เงินชดเชยตกถึงมือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพภาคการเกษตรไทยได้ทันท่วงที หลังน้ำลด





