วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

สคต.เซี่ยงไฮ้ ชี้ ตลาดอาหารว่างจีนพุ่ง โอกาสสินค้าไทยสายสุขภาพ

สคต.เซี่ยงไฮ้ เผย ตลาดอาหารว่างจีนยังมีศักยภาพสูง คาดมูลค่าตลาดเพิ่มจาก 1,180.4 พันล้านหยวนในปี 2568 เป็น 1,333.0 พันล้านหยวนในปี 2573 หลังผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ คุณภาพ และความสะดวกมากขึ้น แนะผู้ประกอบการไทยเร่งพัฒนาผลไม้แปรรูป ขนมขบเคี้ยว และอาหารว่างจากวัตถุดิบธรรมชาติ พร้อมใช้ E-commerce–Livestreaming เจาะผู้บริโภคจีนยุคใหม่

KEY POINTS

  • ตลาดอาหารว่างของจีนมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ คุณภาพ และมีความหลากหลายมากขึ้น
  • เทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภคจีนถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารว่างเพื่อสุขภาพ เช่น ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์
  • ผู้ประกอบการไทยควรเน้นสร้างความแตกต่างของสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านราคา และใช้ประโยชน์จากช่องทางการตลาดออนไลน์ เช่น E-commerce และ Livestreaming เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค

เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน รายงานว่า อุตสาหกรรมอาหารว่างของจีนเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าอาหารที่มีความหลากหลายและมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่ถั่วและเมล็ดพืช ขนมขบเคี้ยว อาหารทอดและอาหารพอง ลูกอมและช็อกโกแลต เบเกอรี่ อาหารปรุงรส ไปจนถึงผลไม้แปรรูป โดยการเติบโตของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนจีนยังคงเป็นแรงสนับสนุนความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคจีนกำลังเปลี่ยนจากการเลือกซื้ออาหารว่างเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก ไปสู่การให้ความสำคัญกับ คุณภาพ สุขภาพ และความหลากหลาย มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างความแตกต่าง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ข้อมูลระบุว่า ในปี 2568 ตลาดอาหารว่างของจีนมีมูลค่าประมาณ 1,180.4 พันล้านหยวน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,333.0 พันล้านหยวนในปี 2573 สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในระยะข้างหน้า แม้การแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามจำนวนผู้ประกอบการและช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้าและช่องทางออนไลน์

ทั้งนี้ แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพ การพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่ม และการขยายตัวของช่องทางจำหน่ายรูปแบบใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดอาหารว่างจีนในช่วงปี 2569–2573

 

ด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของชาวจีนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่มีความถี่ในการซื้อสม่ำเสมอ และตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยผลสำรวจในปี 2569 พบว่า ผู้บริโภคจีน 40.44% ซื้ออาหารว่างประมาณ 7–8 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาคือการซื้อ 9–10 ครั้งต่อเดือน คิดเป็น 21.23% สะท้อนว่าอาหารว่างได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเภทสินค้าอาหารว่างที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ขนมขบเคี้ยวประเภทพองและอาหารทอด 43.46% รองลงมาคือ ขนมปัง เค้ก และผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 43.36% และ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองแปรรูป 41.15%

ขณะที่โอกาสในการบริโภคอาหารว่างที่พบมาก ได้แก่ การพบปะสังสรรค์ การท่องเที่ยว และกิจกรรมยามว่าง เช่น การเล่นเกมและรับชมซีรีส์ สะท้อนว่าตลาดอาหารว่างจีนกำลังเข้าสู่ระยะที่ผู้บริโภคมีความต้องการหลากหลาย และเลือกสินค้าให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์มากขึ้น

พฤติกรรมดังกล่าวยังสะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่อง “รสชาติ” แต่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย ความสะดวก คุณภาพ สุขภาพ และรูปแบบการบริโภคที่หลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และวางกลยุทธ์การตลาดได้

การเติบโตของตลาดอาหารว่างจีนได้รับแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับคุณภาพและสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารว่างที่มีน้ำตาลและไขมันต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสนใจกับสินค้าใหม่และรสชาติที่หลากหลาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ทั้งในด้านส่วนประกอบ คุณค่าทางโภชนาการ รูปแบบสินค้า และความสะดวกในการบริโภค

อีกปัจจัยสำคัญคือ การขยายตัวของช่องทางจำหน่ายรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม E-commerce การจำหน่ายผ่าน Livestreaming และร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและขยายฐานผู้บริโภค

นอกจากนี้ กระแส “Guochao” หรือการนำวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของจีนมาผสมผสานกับสินค้า ยังช่วยส่งเสริมการเติบโตของแบรนด์อาหารว่างในประเทศ ขณะที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการรวมตัวของผู้ประกอบการเป็นคลัสเตอร์ในแต่ละพื้นที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การพัฒนาสินค้า และการขยายตลาด

ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารว่างจีนมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความหลากหลาย นวัตกรรม และช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย มากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทย ตลาดอาหารว่างจีนยังมีโอกาส โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถตอบสนองแนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพ คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้า เนื่องจากผู้บริโภคจีนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการและผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถพัฒนาสินค้าที่มีจุดเด่นด้านวัตถุดิบ คุณภาพ และเอกลักษณ์ของไทย เช่น ผลไม้แปรรูป ถั่ว ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าท้องถิ่นของจีน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางตลาดที่กำลังเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การเน้นคุณภาพและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์และการจำหน่ายแบบหลายช่องทาง ถือเป็นอีกโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะ E-commerce และ Livestreaming ที่ช่วยให้สินค้าอาหารว่างจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้กว้างขึ้น

ประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยควรจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ สินค้าอาหารว่างเพื่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างจากสินค้าจีน ผลไม้ไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบไทย บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก พกพาง่ายและเปิดรับประทานสะดวก รวมถึงการทำตลาดผ่าน E-commerce และ Livestreaming

ขณะเดียวกัน การสร้างเรื่องราวของสินค้าและนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ โดยตลาดอาหารว่างจีนในระยะต่อไปมีแนวโน้มมุ่งสู่สุขภาพ การแบ่งกลุ่มตามสถานการณ์การบริโภค การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายช่องทางจำหน่าย ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดจีน

สคต.เซี่ยงไฮ้ ให้ความเห็นว่า ตลาดอาหารว่างของจีนยังมีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย จากฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมูลค่าตลาดที่คาดว่าจะขยายตัวจากประมาณ 5.75 ล้านล้านบาทในปี 2568 เป็น 6.49 ล้านล้านบาทในปี 2573 อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังเข้าสู่ระยะการแข่งขันเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างของสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กระแสสุขภาพ คุณภาพ และความสะดวกในการบริโภค ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางความต้องการของผู้บริโภคจีนในปัจจุบัน ขณะเดียวกันควรใช้ประโยชน์จากช่องทางการตลาดแบบหลากหลาย หรือ Omnichannel ทั้งแพลตฟอร์ม E-commerce การ Livestream และร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้า ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับตลาดร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้า มีมูลค่าประมาณ 603 พันล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 961 พันล้านบาทในปี 2573 จึงเป็นอีกช่องทางที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและพิจารณาใช้เป็นช่องทางกระจายสินค้า

ทั้งนี้ สินค้าไทยที่มีจุดเด่นด้านวัตถุดิบและอัตลักษณ์ของไทย เช่น ผลไม้แปรรูป ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ มีโอกาสสร้างความแตกต่างในตลาดจีนได้ หากสามารถพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคจีนได้อย่างเหมาะสม