“โฆษกพาณิชย์” แจงโครงสร้างภาษีสหรัฐฯ 12.5% เป็นผลไต่สวนแรงงานบังคับ ย้ำ อัตราปัจจุบันยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย เร่งสรุป ART ก่อนผลไต่สวนกำลังการผลิตส่วนเกิน
KEY POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่าสหรัฐฯ กำลังไต่สวนไทยภายใต้มาตรา 301 ใน 2 ประเด็นหลัก คือ การใช้แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราภาษีนำเข้า
- ไทยกำลังเร่งเจรจาและผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- เป้าหมายหลักของการเจรจาคือการสรุปความตกลง ART เพื่อรักษากรอบอัตราภาษีโดยรวมไม่ให้เกิน 19% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา และกรณีการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยผลการไต่สวนในแต่ละกรณีมีสถานะและผลต่ออัตราภาษีแตกต่างกัน
สำหรับกรณีแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการไต่สวนแล้ว โดยกำหนดอัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าจากไทยที่ 12.5% ขณะที่ประเทศที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ของสหรัฐฯ และมีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ หรือได้ให้คำมั่นผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) จะใช้อัตรา 10 % ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังได้กำหนดรายการสินค้าบางส่วนที่ได้รับยกเว้นจากภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวด้วย
นายกรนิจ กล่าวว่า จะเห็นได้ว่า ART เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราภาษีของสหรัฐฯ โดยประเทศไทยจึงเร่งผลักดันการจัดทำความตกลง ART กับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบความสัมพันธ์ทางการค้าและอัตราภาษีที่สอดคล้องกับสถานะของไทยและสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้
“เป้าหมายของไทย คือ การสรุปการเจรจา ART เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง” นายกรนิจกล่าว
ทั้งนี้ อัตรา 19% เป็นกรอบอัตราที่ไทยเคยได้รับภายใต้การเจรจาในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ไทยเคยเผชิญอัตราภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA ที่ 36 % ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 19 % ภายหลังการจัดทำกรอบความตกลงกับสหรัฐฯ ขณะที่ต่อมาสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนฐานกฎหมายและเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
สำหรับกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะนี้สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาผลการไต่สวน โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว
ดังนั้น การนำอัตราภาษีของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันในขณะนี้จำเป็นต้องพิจารณาให้ครบถ้วนว่าเป็นอัตราที่เกิดจากมาตรการหรือการไต่สวนในกรณีใด เนื่องจากแต่ละประเทศมีสถานะในการเจรจาและข้อผูกพันกับสหรัฐฯ แตกต่างกัน อีกทั้งอัตราที่ประกาศอยู่ในปัจจุบันยังไม่สะท้อนผลจากการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
“การกล่าวว่า หากไทยได้รับอัตราภาษีเกิน 12.5% จะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากจนแข่งขันไม่ได้ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะต้องพิจารณากระบวนการไต่สวนมาตรา 301 ให้ครบทั้งสองกรณี รวมถึงสถานะของแต่ละประเทศด้วย” นายกรนิจกล่าว
นายกรนิจ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการเจรจา ART ขณะนี้ สาระสำคัญและหลักการของการเจรจาได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว เหลือการตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงในระดับเทคนิค เพื่อให้มีความสอดคล้อง ชัดเจน และรอบคอบ โดยฝ่ายไทยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ทีมเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดของ ART หลังสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ และฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าจะพิจารณาอัตราภาษีของไทยอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้
นายกรนิจ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การสรุปถ้อยคำและรายละเอียดของ ART ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรักษากรอบอัตราภาษีที่ไทยได้หารือไว้ และลดความเสี่ยงจากผลกระทบของมาตรการทางการค้าต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเดินหน้ากระบวนการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการภาษีสหรัฐฯ จากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลทางการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราภาษีที่ประกาศในแต่ละช่วงอาจมาจากมาตรการและฐานกฎหมายที่แตกต่างกัน และผลการไต่สวนบางกรณียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน





