วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

'สี จิ้นผิง' เยือนสหรัฐหารือทรัมป์ พักรบการค้า-จบข้อพิพาทเอไอ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐ หารือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดอาจขยายเวลาพักรบการค้า และจบข้อพิพาทเอไอ จับตาประเด็นไต้หวันอาจถูกหยิบบกขึ้นมาพูดอีกครั้ง

สี จิ้นผิง เยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ 23-25 ก.ย. 69 กระทรวงการต่างประเทศจีนเผย ผู้นำจีนเตรียมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับโดนัลด์ ทรัมป์ถึงความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ สันติภาพโลก และการพัฒนา

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า หลังจากทั้งสองประเทศทำสงครามการค้าผ่านการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันสูงลิ่ว โดยวอชิงตันเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 145% ด้านปักกิ่งตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 125% สงครามการค้าดังกล่าวสงบลงเมื่อเดือน พ.ค. 2025 หลังจากทั้งสองฝ่าบรรลุข้อตกลงพักรบด้านการค้าชั่วคราวในสวิตเซอร์แลนด์ และขยายเวลาต่อจนถึงช่วงกลางเดือน ส.ค. ปีก่อน 

จากนั้นทรัมป์และสีพบกันในปูซาน เกาหลีใต้ และบรรลุข้อตกลงใหม่ นำไปสู่การลดระดับมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างกันเพิ่มเติม โดยจีนตกลงยกเลิกควบคุมการส่งออกแร่หายาก และซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรของสหรัฐ ขณะที่สหรัฐลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนและระงับมาตรการตอบโต้ทางการค้า

ข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดภายในวันที่ 10 พ.ย. ที่จะถึงนี้ หรือราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ หากไม่มีการขยายเวลา

แม้ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาสหรัฐและจีนยังคงกล่าวหาและตอบโต้กันด้านมาตรการการค้าอย่างต่อเนื่อง แต่การประชุมสุดยอดของสองผู้นำที่กำลังจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ในกรุงวอชิงตัน ได้ส่งสัญญาณบวกว่า ข้อตกลงพักรบทางการค้าอาจขยายออกไปอีก

ขยายเวลาพักรบการค้า

นักวิเคราะห์ด้านจีนจาก Bank of America Global Research ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีกหนึ่งปีนั้น เป็นกรณีพื้นฐานที่พวกเขาคาดการณ์ ซึ่งจะยังคงสถานะการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเดิม และระงับการควบคุมการส่งออกใหม่

นอกจากนี้ จีนอาจตกลงซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงการซื้อเครื่องบินโบอิ้งเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะมีความคืบหน้าเล็กน้อยในด้านอื่นๆ รวมถึงโอกาสในการขยายการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง หรือการเปลี่ยนแปลงการควบคุมการส่งออกที่ยังคงมีอยู่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนคนอื่นๆ ก็เห็นด้วย

ไรอัน แฮสส์ ผู้อำนวยการศูนย์จอห์น แอล. ธอร์นตัน ของสถาบันบรูคกิงส์ เผยกับซีเอ็นบีซีผ่านอีเมลว่า ทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิง อาจเน้นสร้างผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

“ภาวะสมดุลแต่เปราะบางแบบนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้ เพราะมันตอบโจทย์ผู้นำทั้งสองฝ่ายในสองด้าน” แฮสส์อธิบายว่า ประการแรก สถานะนี้ช่วยให้ผู้นำทั้งสองสามารถแสดงให้ประชาชนของตนเห็นได้ว่า พวกเขาสามารถควบคุมสถานการณ์กับคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์คนสำคัญที่สุดของตนเอาไว้ได้ ประการที่สอง สถานะนี้ช่วยซื้อเวลาและสร้างพื้นที่ให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายสามารถลดการพึ่งพา และลดจุดอ่อนที่อาจถูกอีกฝ่ายใช้ประโยชน์ได้

ข้อหารือด้านเอไอประเด็นใหญ่

เอไอเป็นอีกประเด็นที่คาดว่าผู้นำสหรัฐและจีนจะให้ความสำคัญ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเผยเองว่า เอไอเป็นประเด็นที่สำคัญอันดับต้นๆ ของการหารือระหว่างทรัมป์และสี

ก่อนหน้านี้เบสเซนต์ได้เผยสัญญาณบวกเกี่ยวกับการแข่งขันด้านเอไอระหว่างสองมหาอำนาจ โดยกล่าวเมื่อวันอาทิตย์หลังหารือกับ

เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนว่า สหรัฐและจีนตกลงที่จะจัดตั้งกลไกการหารืออย่างเป็นทางการในประเด็นเอไอ รวมถึงการมี “ช่องทางสื่อสารสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน” เพื่อใช้ติดต่อในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของเอไอ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ และจีน จะหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเอไอต่อในเสิ่นเจิ้น ประเทศจีนในอีก 2 เดือนข้างหน้า

สหรัฐหวังจีนมีส่วนร่วมเรื่องอิหร่าน

เบสเซนต์กล่าวกับซีเอ็นบีซีเมื่อวันจันทร์ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐพูดคุยเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านในระหว่างการประชุมกับเจ้าหน้าที่จีนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย และว่า การหารือกันอย่างเงียบๆ เบื้องหลัง ดีกว่าการแสดงออกต่อสาธารณะ ทั้งยังเสริมด้วยว่า หน่วยงานทางการเงินของจีนมีส่วนร่วมอย่างมากในกระบวนการนี้

ด้านแหล่งข่าวรอยเตอร์เผยว่า ประธานาธิบดีสีอาจกดดันประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ยุติการขายอาวุธแก่ไต้หวัน ในระหว่างเยือนกรุงวอชิงตันสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เขาจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวขณะเยี่ยมชมหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ

จีนมักระบุเสมอว่าประเด็นไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งถือว่าเป็นดินแดนของตนนั้น เป็นประเด็นทางการทูตที่ละเอียดอ่อนและสำคัญที่สุด และได้เรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ยุติการขายอาวุธดังกล่าว

แหล่งข่าวเผยว่าจีนอาจหยิบยกประเด็นการตีความเนื้อหาในแถลงการณ์ร่วมฉบับที่ 3 จากทั้งหมด 3 ฉบับที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันเมื่อปี 1982 ขึ้นมาหารือ ซึ่งภายใต้แถลงการณ์ดังกล่าว สหรัฐระบุว่า จะค่อยๆ ลดการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน และไม่มีเจตนาที่จะขายอาวุธให้แก่ไทเปในระยะยาว

จี้แก้ปัญหาไต้หวันอย่างสันติวิธี

อย่างไรก็ตาม ในบันทึกแนบท้ายแถลงการณ์ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐในขณะนั้น ระบุว่า ความเต็มใจของสหรัฐที่จะลดการขายอาวุธนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญประการเดียว คือ "การที่จีนยังคงยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับไต้หวันด้วยสันติวิธี”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสีคาดว่าเดินทางถึงสหรัฐวันที่ 23 ก.ย. และจะหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งในวันนั้นจะมีงานเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับด้วย จากนั้นจะมีงานเลี้ยงน้ำชาในวันที่ 25 ก.ย. ก่อนผู้นำจีนเดินทางกลับในวันเดียวกัน

สำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำจะมีผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากทั้งสหรัฐและจีนเข้าร่วมด้วย โดยฝ่ายสหรัฐมีเจฟฟ์ เบซอส จาก

แอมะซอน, อีลอน มัสก์ เจ้าของเทสลา และสเปซเอ็กซ์, ซุนดาร์ พิชัย ผู้บริหารกูเกิล, ไมเคิล เดลล์ จากเดลล์ และทิม คุก ประธานคณะกรรมการบริหารของแอปเปิ้ล, เจน ฟราเซอร์ ผู้บริหารสูงสุดของซิตี้กรุ๊ป, เจนเซ่น หวง ซีอีโอเอ็นวิเดีย และแซม อัลท์แมน ซีอีโอโอเพนเอไอ

ส่วนฝ่ายจีนคาดว่าอาจมีผู้บริหารจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมเช่นกัน อาทิ บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า, เสียวหมี่ ผู้ผลิตสมาร์ตโฟน, CATL และ Gotion ผู้ผลิตแบตเตอรี่, Hisense ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า, Wanxiang ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, แบงก์ออฟไชนา ธนาคารของรัฐ เป็นต้น