น้ำมันเครื่องบินตลาดโลกพุ่ง 7.4% ในสัปดาห์เดียว กพท.เร่งประเมิน ชี้กระทบเส้นทางบินภายในประเทศสูงกว่าระหว่างประเทศ เหตุโครงสร้างภาษี ระบุ “โลว์คอสต์” ต้นทุนน้ำมันแตะ 60% กำชับสายการบินวางแผนธุรกิจรัดกุม “การบินไทย” ชี้โอกาสเสียบแทนโลว์คอสต์ “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” ชี้ตั๋วบินแพงกว่าก่อนสงคราม 20-25% “แอร์เอเชีย” เจ็บหนักขึ้นค่าตั๋วไม่ได้ ธุรกิจอยู่ช่วงฟื้นตัว
KEY POINTS
- น้ำมันเครื่องบินตลาดโลกพุ่ง 7.4% ในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้ต้นทุน "สายการบิน" เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
- กพท.ชี้กระทบเส้นทางบินภายในประเทศสูงกว่าระหว่างประเทศ เหตุโครงสร้างภาษี ระบุ "โลว์คอสต์" ต้นทุนน้ำมันแตะ 60% กำชับสายการบินวางแผนธุรกิจรัดกุม
- ด้าน "การบินไทย" ชี้โอกาสเสียบแทนโลว์คอสต์ ขณะที่ "เวียตเจ็ทไทยแลนด์" ยอมรับตั๋วเครื่องบินแพงกว่าก่อนสงคราม 20-25% ด้าน "แอร์เอเชีย" เจ็บหนักขึ้นค่าตั๋วไม่ได้ ธุรกิจอยู่ช่วงฟื้นตัว
ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งแตะ 194.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 ก.ย.2569 เพิ่มขึ้น 7.4% ในเวลาสัปดาห์เดียว และทะยานถึง 116.5% จากปีก่อน ขณะที่ยุโรปและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) เผชิญราคาสูงสุด 207.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ยุโรปเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันอากาศยาน (Jet) ช่วงไตรมาส 4 หลังสงครามอิหร่านกระทบแหล่งอุปทานจากตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ต้องเร่งหันนำเข้าจากแหล่งที่อยู่ไกลออกไป โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่กำลังส่งออกน้ำมันอากาศยานไปยุโรป สูงสุดรอบเกือบ 4 ปี
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสงครามอิหร่านที่ปะทุเมื่อกว่า 6 เดือน ก่อนกระทบการส่งออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันอากาศยานของยุโรปทำให้ยุโรปเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งไนจีเรีย สหรัฐ แคนาดาและเกาหลีใต้
รายงานข่าวจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดความผันผวนราคาพลังงาน โดยอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกต้องเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่เดือน ก.พ.2569 ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้นเร็วรวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1)
ทั้งนี้ ช่วงดังกล่าว Jet A-1 สูงขึ้นเร็ว โดยราคาเฉลี่ยในตลาดโลกอยู่ที่ 209 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 110.26% เมื่อเทียบประมาณสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ราคาเฉลี่ยปี 2569 ที่ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่เดือน ก.ค.2569 สถานการณ์ความไม่สงบทวีความเข้มข้นขึ้นอีก โดยระดับราคาเชื้อเพลิงอากาศยานผันผวนปรับเพิ่ม 16.26% มีราคาเฉลี่ย 158.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสูงกว่าประมาณการเดิมของ IATA อย่างมีนัยสำคัญสะท้อนว่าตลาดพลังงานอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ต้นทุนน้ำมัน “โลว์คอสแอร์ไลน์” แตะ60%
สำหรับไทยพบราคาน้ำมัน Jet A-1 ทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและเที่ยวบินภายในประเทศเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยสิ้นเดือน ก.ค.2569 ราคา Jet A-1 เที่ยวบินระหว่างประเทศเฉลี่ย 141.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเที่ยวบินภายในประเทศเฉลี่ย 175.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ความขัดแย้งมีแนวโน้มยุติชั่วคราวทำให้อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลกต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต้นทุนการดำเนินงาน การบริหารเส้นทางบิน และผลประกอบการของสายการบินระยะต่อไป
รายงานข่าว ระบุด้วยว่า จากสถานการณ์การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของสายการบิน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยปกติคิดเป็นสัดส่วน 25-30% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด
รวมทั้งหลังการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันรุนแรงทำให้สัดส่วนต้นทุนน้ำมันของสายการบินปรับสูงขึ้น และปรับมากสูงสุดในสายการบินต้นทุนต่ำ เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 60% ของต้นทุนรวม โดยเฉพาะเส้นทางบินภายในประเทศมีต้นทุนสูงกว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศจากปัจจัยโครงสร้างภาษีน้ำมันของไทยทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรักษาระดับโครงสร้างต้นทุนและราคาค่าโดยสารระดับเดิมได้
กระทบทำไร-สภาพคล่องการเงิน
อีกทั้งกระทบอัตรากำไร สภาพคล่องทางการเงินและความสามารถการทำธุรกิจระยะสั้นจึงทำให้สายการบินต้องดำเนินมาตรการบริหารจัดการต้นทุนเข้มงวด ซึ่งทำให้หลายสายการบินช่วงที่ผ่านมาต้องยกเลิกบริการบางเส้นทางเพิ่มจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น กพท. จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนการกำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมในการรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่ออุตสาหกรรมการบิน
“ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานแม้ขณะนี้ลดลงจากช่วงความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ดีขึ้น แต่ยังสูงกว่าราคาประมาณการเดิมของ IATA รวมทั้งยังผันผวนสูงตามสถานการณ์ที่อ่อนไหว ดังนั้นสายการบินต้องติดตามราคาน้ำมันใกล้ชิดและต้องปรับแผนการดำเนินงาน”
ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินของไทยได้รับผลกระทบมากจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2569 ก่อนเริ่มฟื้นตัวเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้คาดว่าจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินภาพรวมของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับไปใกล้เคียงปี 2562 ภายใต้กรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งไม่ปะทุขึ้นอีก
“การบินไทย” ชี้โอกาสเสียบแทนโลว์คอสต์
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมการบินยังเผชิญแรงกดดันต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และปัจจัยความไม่แน่นอนอื่น ซึ่งทำให้เริ่มเห็นสายการบินลดเที่ยวบินหรือถอนตัวบางเส้นทาง
ขณะที่การบินไทยปรับตัวรับทุกสถานการณ์ยังบริหารจัดการผลกระทบได้ โดยบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) ครอบคลุมแล้ว 40-50% ของปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้สำหรับช่วงที่เหลือปี 2569
“ไม่ใช่ว่าไม่กังวลกับเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ ซึ่งการบินไทยได้ทำ Hedging รองรับความเสี่ยงราคาน้ำมันแล้วระดับหนึ่งสำหรับช่วงที่เหลือปีนี้ และจะทยอยบริหารความเสี่ยงต่อเนื่องปีหน้า”
ขณะที่ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับสายการบินบางราย โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำที่ประกาศหยุดบินบางเส้นทาง การบินไทยประเมินว่าอาจเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่การบินไทยสร้างโอกาสเข้าไปขยายเส้นทางบินรับดีมานด์ โดยเฉพาะตลาดในเอเชียที่ต้องการเดินทางต่อเนื่อง ซึ่งต้องพิจารณาผลกระทบและความคุ้มค่าแต่ละเส้นทางเป็นสำคัญ
“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” ชี้ตั๋วบินยังแพง 20-25%
นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจสายการบินไตรมาส 4 ปี 2569 ด้วยซัพพลายเครื่องบินยังไม่ฟื้นเต็มที่หลังลดกำลังการผลิตจากวิกฤติโควิด-19 จึงประเมินว่ายังไม่เกิดสงครามราคาเร็วๆ นี้
ประกอบกับราคาน้ำมันยังแพงต่อเนื่องทำให้ปัจจุบันราคาตั๋วเครื่องบินแพง 20-25% เมื่อเทียบก่อนสงครามตะวันออกกลาง และดูเหมือนว่าตลาดจะรับได้ หรือ ชินกับราคาตั๋วเครื่องบินในช่วงนี้ไปแล้ว ดูจากอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ของเส้นทางภายในประเทศเฉลี่ยค่อนข้างสูง 87-88% ในช่วงโลว์ซีซัน สะท้อนให้เห็นดีมานด์ว่าคนยังคงเดินทาง
“พอราคาน้ำมันแพงแบบนี้ สิ่งที่สายการบินทำได้ในส่วนของการบริหารรายได้คือการเพิ่มราคา โดยในไตรมาส 4 นี้จะไม่เห็นการแข่งขันราคา เพื่อให้ราคาตั๋วเครื่องบินสอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามจะยังไม่เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในไทย ต่างจากยุโรปที่เจอปัญหาขาดแคลนแล้ว”
โดยช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่าบางสายการบินโลว์คอสต์ประสบภาวะขาดสภาพคล่อง จึงมองเป็นสถานการณ์ที่ใครจะเอาตัวรอดได้นานกว่ากันในสภาพแบบนี้ แต่กำไรคงไม่ดีเพราะต้องเผชิญราคาตั๋วเครื่องบินแพงตามน้ำมัน
“แอร์เอเชีย” เจ็บหนักขึ้นค่าตั๋วไม่ได้
นายโทนี เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา แอร์เอเชีย กรุ๊ป เบอร์ฮาด กล่าวว่า จากวิกฤติราคาน้ำมันในปีนี้แตกต่างจากช่วงโควิด-19 ระบาด ที่กินระยะเวลา 3-4 ปี เนื่องจากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อเช่นนี้ไม่สามารถประเมินกรอบเวลาที่แน่นอนได้ว่าจะยุติเมื่อใด
“ผมไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ ไม่ใช่นักการเมือง แต่ก็พอจะเห็นเค้าลางความเป็นไปได้ของสถานการณ์ หากนานกว่านี้คงไม่ส่งผลดีกับใครทั้งนั้นโดยเฉพาะฟากฝั่งธุรกิจ แต่สถานการณ์น่าจะลากยาวออกไปอีก นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่แอร์เอเชียต้องเร่งปรับตัวจริงจัง”
ที่ผ่านมา แอร์เอเชียขายตั๋วได้เยอะมาก ซึ่งช่วงนั้นราคาน้ำมันยังต่ำกว่าปัจจุบัน หรืออยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทว่าทันทีที่สงครามปะทุวันที่ 28 ก.พ.2569 ราคาน้ำมันพุ่งทันทีกลายเป็น 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่แอร์เอเชียขึ้นราคาไม่ได้
“ผมไม่สามารถไปเก็บเงินคุณเพิ่มได้ว่า ผมคงไปบอกคุณไม่ได้ว่า ขอโทษที คุณจ่ายมา 200 บาท แต่เพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ คุณต้องจ่ายให้ผมเพิ่มอีก 200 บาทนะ”
ธุรกิจแอร์เอเชียอยู่ช่วงการฟื้นตัว
นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากฝ่ายขนส่งสินค้า (Cargo) ทำให้แอร์เอเชียต้องดำเนินการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะการปรับอัตราค่าโดยสารตามราคาน้ำมันที่ยังตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหากราคาน้ำมันยังเป็นเช่นนี้ หากเทียบกับราคาเดิมราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 20-25% เข้าไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้านธุรกิจแอร์เอเชียถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว จากผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ถือเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุด เนื่องจากการขายตั๋วโดยสารทั้งหมด ยึดจากราคาน้ำมัน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ส่งผลต่อการบันทึกค่าใช้จ่ายราคาน้ำมันเกือบๆ 190 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“เราต้องใช้เงินสดจ่ายค่าน้ำมัน และตอนนี้ก็กำลังเร่งหาเงินสำรองเข้ามาใหม่ เรายังคงเป็นสายการบินที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในโลก เราจึงยังคงมีค่าโดยสารที่ต่ำที่สุด”
“ไทย” ผลิตน้ำมันเครื่องบินล้น
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มูลค่าการส่งออกน้ำมันเครื่องบินปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 784,944 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีมูลค่า 359,213 ล้านบาท ถึง 2 เท่า หรือ 425,731 ล้านบาท เพราะเร่งนำเข้าน้ำมันดิบในปี 2569 เพื่อความมั่นคงพลังงาน และรองรับวิกฤติด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้น จากสาเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ น้ำมันดิบเมื่อผ่านกระบวนการกลั่นจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหลายชนิดทั้งเบนซิน ดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน ดังนั้นเมื่อผลิตน้ำมันมากกว่าความต้องการหรือศักยภาพการจัดเก็บได้จึงต้องส่งออกเพราะการจัดเก็บเป็นต้นทุน
ส่วนประเด็นสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นควรลดส่งออกน้ำมันเครื่องบินเพื่อช่วยสายการบินในประเทศลดต้นทุนหรือไม่ กรมศุลกากรชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งต้องถามกรมธุรกิจพลังงานที่ดูแลส่วนนี้





