วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

กรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย-จีน บรรลุข้อตกลงขึ้นทะเบียน GI ไทย-จีน

“กรมทรัพย์สินทางปัญญา” ลุยถกจีน กระชับความร่วมมือด้าน “ทรัพย์สินทางปัญญา” รอบด้าน พร้อมนำร่องโครงการแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้า GI "GI 3+3 ไทย-จีน" ตั้งเป้าสำเร็จต้นปี 2570 เพื่อเปิดตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดจีน

KEY POINTS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาไทยและจีนบรรลุข้อตกลงในโครงการนำร่อง แลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างกันฝ่ายละ 3 รายการ
  • ไทยได้ยื่นคำขอจดทะเบียน GI ในจีนสำหรับสินค้า 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้, มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง
  • ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 2570 เพื่อเปิดตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดจีน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา  เปิดเผยว่า ได้นำคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้าหารือทวิภาคีร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (China National Intellectual Property Administration: CNIPA) และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (State Administration for Market Regulation: SAMR) เพื่อเร่งผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพบหารือภาคเอกชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การเยือนจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการนำร่อง GI 3+3 ไทย-จีน ซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ระหว่างกันฝ่ายละ 3 สินค้า โดยในการหารือกับ Mr. CHEN Fuli เลขาธิการพรรคประจำ CNIPA กรมฯ ได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทย 3 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ต่อ CNIPA เพื่อยื่นจดทะเบียนในจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งรับคำขอขึ้นทะเบียน GI ของจีน 3 สินค้า ได้แก่ เหล้าเหมาไถกุ้ยโจว ชาเพิ่งหวงตานฉง และเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวเต๋อฮั่ว เพื่อนำกลับมาดำเนินการตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนในไทยเช่นกัน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย-จีน บรรลุข้อตกลงขึ้นทะเบียน GI ไทย-จีน

นางอรมน กล่าวว่า โดยสองฝ่ายตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อเปิดตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีของไทยและจีน ได้หารือกันไว้ในระหว่างการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือนก.ค. 2569 ที่ผ่านมา และกระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการยกระดับงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมฯ ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในระบบบริการ เช่น ระบบ "AI Image Search" และ "Trademark Checker" สำหรับช่วยสืบค้นเครื่องหมายการค้าจากฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล และระบบพิจารณาคำขอแบบเร่งด่วน (Fast-Track) โดยเฉพาะสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น

พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความร่วมมือเรื่องการแลกเปลี่ยนผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway: PPH) ระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบคำขอที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้หารือถึงการขับเคลื่อนระบบนิเวศ IP Finance เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยฝ่ายจีนให้ความสนใจและพร้อมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย-จีน บรรลุข้อตกลงขึ้นทะเบียน GI ไทย-จีน

จากนั้น ได้พบหารือกับ Mr. Wang Huowang หัวหน้าสำนักงานบังคับใช้และตรวจสอบกฎหมายของ SAMR เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิฯ (Implementation Plan) ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ Mr. Lou Wen ผู้อำนวยการและเลขาธิการพรรคประจำ SAMR ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันให้มีความชัดเจนและนำไปสู่การปฏิบัติ ลดอุปสรรคสำคัญของ SMEs ไทยและจีน ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันเบื้องต้นว่าแผนกิจกรรมในปี 2570 อาจรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการป้องกันละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์และการละเมิดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างกลไกเพื่อลดปัญหาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้พบหารือกับผู้แทนบริษัท Beijing Innovation Center of Humanoid Robotics (X-Humanoid) ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำระดับโลกของจีน ที่ผลิตหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนไหวมือ แขน ขา ได้ใกล้เคียงมนุษย์ สำหรับการทำงานในโรงงานหรือการใช้แรงงานบางอย่างที่ไม่เหมาะสมจะให้คนทำ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) โดยเฉพาะการเชื่อมโยง AI เข้ากับระบบหุ่นยนต์และการทำงานในโลกจริง โดยข้อมูลและมุมมองจากภาคเอกชนจะเป็นประโยชน์ต่อกรมฯ ในการติดตามทิศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ และนำมาประกอบการพัฒนาระบบสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างเหมาะสม

“การเดินทางเยือนจีนเพื่อหารือร่วมกับ CNIPA และ SAMR ตลอดจนการแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคเอกชนจีนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-จีน โดยผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างกัน พร้อมผลักดันการคุ้มครอง GI เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรม” นางอรมน กล่าว