“ศุภจี” ร่วมคณะนายกฯ หารือ Bank of America–PIMCO–Microsoft ชูศักยภาพไทย ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยันไทยไม่เลือกข้าง สร้างสมดุล 2 ฝ่าย
KEY POINTS
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อหารือกับนักลงทุนและสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น Bank of America และ Microsoft
- ฝ่ายไทยนำเสนอศักยภาพของประเทศและนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล, AI, และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
- ชี้แจงต่อนักลงทุนถึงแนวนโยบายต่างประเทศที่สมดุลระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยยืนยันว่าไทยมุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกันกับทั้งสองฝ่ายและไม่เลือกข้าง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าหารือกับผู้บริหาร Bank of America, Microsoft และ Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมถึงนักลงทุนและผู้บริหารสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ การลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในระยะต่อไป
การหารือครั้งนี้ครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอศักยภาพของประเทศและนโยบายที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด ตลอดจนการพัฒนาทักษะบุคลากร
นางศุภจี กล่าวว่า การพบปะกับนักลงทุนและสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสื่อสารศักยภาพของประเทศไทย ต่อนักลงทุนระดับโลก โดย Bank of America เป็นเจ้าภาพจัดพบปะกับกลุ่มนักลงทุนและกองทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ กว่า 10 แห่ง ซึ่งให้ความสนใจติดตามนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจของไทย
“นักลงทุนให้ความสนใจประเทศไทย เนื่องจากผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐานของประเทศปรับตัวดีขึ้น รวมถึงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงานของตลาดทุนไทยก็ดีขึ้นเช่นกัน จึงเป็นจังหวะที่ไทยมีโอกาสนำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศให้นักลงทุนได้รับทราบ” นางศุภจี กล่าว
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนสอบถามและให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ แนวนโยบายของไทยต่อสหรัฐฯ และจีน ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญกับทั้งสองประเทศในฐานะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและคู่ค้าสำคัญ โดยมีแนวทางรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล และมุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) กับทั้งสองฝ่าย
“เราไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ต้องการทำงานร่วมกับทั้งสองประเทศบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่สมดุล และสร้างประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังสนใจทิศทางนโยบายของไทยในอนาคต โดยเฉพาะการปรับตัวของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นจุดแข็งและโอกาสสำคัญของประเทศไทย
นางศุภจี กล่าวว่า การหารือกับภาคการเงินและนักลงทุนระหว่างประเทศครั้งนี้ นอกจากเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้รับฟังมุมมองจากนักลงทุนโดยตรง เพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของไทย รวมถึงสร้างโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาว





