วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

ม.รังสิตเปิดดัชนี CLI ชี้ ค่าครองชีพครัวเรือนไทยพุ่ง คนกรุงแบกหนักสุด

ม.รังสิต เปิดตัว ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยครั้งแรก ชี้ไตรมาส 2/69 พุ่ง 14.5% แตะระดับสูงสุดรอบ 3 ปี ก่อนลดลงในไตรมาส 3 จากมาตรการรัฐ แต่คาดไตรมาส 4 ขยับขึ้นอีก เหตุราคาน้ำมันพุ่ง ด้าน กทม.-ปริมณฑล แบกภาระสูงสุด เฉลี่ย 3,390 บาทต่อเดือน

KEY POINTS

  • ม.รังสิตเปิดตัว "ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย" (CLI) พบว่าภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่แบกรับภาระค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 10,000 บาทต่อครัวเรือนในไตรมาส 2 ของปี 2569
  • กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกรุงเทพฯ คือพนักงานประจำ ขณะที่ในต่างจังหวัดเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เปิดตัว “ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย” (Thailand Household Cost of Living Index: CLI) เป็นครั้งแรก เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาระค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนไทยต้องแบกรับ โดยจัดทำทั้งในระดับประเทศและรายภูมิภาค

การจัดทำดัชนี CLI มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มข้อมูลจากอัตราเงินเฟ้อที่เผยแพร่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถสะท้อนให้เห็นโดยตรงว่าครัวเรือนในแต่ละพื้นที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด และต้องแบกรับภาระค่าครองชีพในระดับใด

สำหรับผลการคำนวณดัชนี CLI ไตรมาส 3/2569 และการคาดการณ์ไตรมาส 4/2569 โดยใช้ปี 2566 เป็นปีฐาน พบว่า ภาระค่าครองชีพของครัวเรือนไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยดัชนีอยู่ที่ 114.4 เพิ่มขึ้น 14.5% จากไตรมาสแรก และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

จากนั้นไตรมาส 3 ดัชนีลดลงมาอยู่ที่ 110.9 หรือลดลง 3.5% จากไตรมาส 2 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569

อย่างไรก็ตาม ม.รังสิตคาดการณ์ว่าไตรมาส 4 ดัชนี CLI จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 111.8 เพิ่มขึ้น 0.9% จากไตรมาส 3 ตามแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26.6% ในไตรมาส 2 จากไตรมาสแรก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7 เท่าในไตรมาส 2 และยังอยู่ในระดับสูงกว่าไตรมาสแรก 6.1 เท่าในไตรมาส 3 และคาดว่าจะสูงกว่า 6.5 เท่าในไตรมาส 4

เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีดัชนีค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายสูงที่สุด รองลงมาคือภาคใต้ โดยไตรมาส 2 กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีดัชนี CLI อยู่ที่ 115.2 มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,170.3 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส หรือเฉลี่ย 3,390.1 บาทต่อเดือน

ภาคใต้มีดัชนี CLI อยู่ที่ 114.8 ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,960.9 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส หรือ 2,987 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาคกลางมีภาระเพิ่มขึ้น 8,617.1 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,872.4 บาทต่อเดือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 7,083.7 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,361.2 บาทต่อเดือน และภาคเหนือเพิ่มขึ้น 7,043.5 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,347.8 บาทต่อเดือน

เมื่อเฉลี่ยทั้งประเทศ พบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,362.4 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส หรือเฉลี่ย 2,787.5 บาทต่อเดือน

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังทำให้โครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่อาหารและที่อยู่อาศัยเป็นค่าใช้จ่ายหลัก กลายเป็นหมวดการเดินทางและการขนส่ง มีสัดส่วนสูงสุดในไตรมาส 2/2569 ที่ 49.3% หรือมีภาระเพิ่มขึ้น 1,373 บาทต่อเดือน ตามด้วยอาหารและเครื่องดื่ม 23.7% หรือ 660 บาทต่อเดือน และที่อยู่อาศัย 16.8% หรือ 468 บาทต่อเดือน

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมากที่สุด พบว่า ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานประจำมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 19,696.6 บาทต่อไตรมาส หรือ 6,565.5 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มขึ้น 13,769 บาทต่อไตรมาส หรือ 4,589.7 บาทต่อเดือน

 

ส่วนภูมิภาคอื่น กลุ่ม SMEs และเกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีภาระเพิ่มขึ้นสูง โดย SMEs ภาคใต้มีภาระเพิ่มขึ้น 11,915.4 บาทต่อไตรมาส และ SMEs ภาคกลางเพิ่มขึ้น 11,812 บาทต่อไตรมาส ขณะที่เกษตรกรในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีภาระเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 6,700-6,900 บาทต่อไตรมาส

รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยรัฐบาลควรนำดัชนี CLI มาใช้เป็นเครื่องมือ กำหนดนโยบาย และติดตามเป็นรายไตรมาส จำแนกตามภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อออกมาตรการด้านค่าจ้าง สวัสดิการ และการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับภาระจริงของแต่ละครัวเรือน

นอกจากนี้ ควรออกมาตรการแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑล เน้นลดภาระค่าเดินทางและค่าโดยสาร ภาคใต้เน้นลดต้นทุนขนส่งและพลังงาน ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรช่วยเหลือเกษตรกรด้านน้ำมัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต

ด้านต้นทุนอาหาร ควรลดต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง ทั้งปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง ขณะที่ SMEs ควรได้รับการช่วยเหลือด้านต้นทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนขนส่งชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน แทนการควบคุมราคาสินค้าโดยตรง

ส่วนค่าที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค ควรช่วยเหลือค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มแบบกำหนดเพดานการใช้ เพื่อให้ประโยชน์กับครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลาง ขณะที่เงินช่วยเหลือควรเป็นแบบเจาะจง โดยพิจารณารายได้ อาชีพ ภูมิภาค และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็น ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกันทั่วประเทศ

“รัฐควรติดตามการส่งผ่านต้นทุนอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบว่าสินค้ารายการใดปรับราคาสูงกว่าต้นทุนจริง รวมถึงตรวจสอบค่าการตลาดและค่าขนส่ง โดยเฉพาะอาหาร น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ไม่ควรใช้มาตรการควบคุมราคาจนกระทบต่อกลไกตลาดและทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว