ครม.ไฟเขียวขยายเวลาไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงาน หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ ดันเงินเฟ้อเพิ่ม
KEY POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ออกไปอีก 2 เดือน คือตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569
- เพิ่มวงเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคน ในเดือนตุลาคม 2569
- โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" รัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการ 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และวงเงินรวมสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย
1.โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ)
และ 2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)(เพิ่มเติม) เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด
อันส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน (แผนงานหรือโครงการที่ 1) ตามบัญชีท้าย พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยจากวงเงินที่เหลืออยู่ 4.4 หมื่นล้านบาท จะใช้เงินทั้งสิ้น 4.3 หมื่นล้านบาท
โดยรัฐบาลพิจารณาว่าในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม จะส่งผลให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลงและอาจก่อให้เกิดแรงกดดัน ต่อเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จะมุ่งเน้นความสำคัญโดย
1.การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ)
และ 2.การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ
โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากสถานการณ์วิกฤต ความผันผวนของราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพิ่มเติมให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน) ในเดือนตุลาคม 2569
2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า
และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)
ในส่วนระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- การยืนยันสิทธิของประชาชน เปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 ตุลาคม 2569
- การยืนยันสิทธิของผู้ประกอบการ เปิดให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569
- การใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) (เวลา 06.00 - 23.00 น.) หรือผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) (เวลา 06.00 - 21.00 น.) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
กลุ่มเป้าหมาย
- ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน
- ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรฯ ปี 69 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรฯ ปี 65 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่
โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)
3) มีบัตรประจำตัวประชาชน
4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ
หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่
(1) โครงการคนละครึ่ง
(2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2
(3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3
(4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4
(5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5
(6) โครงการคนละครึ่ง พลัส
และ (7) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
สำหรับการใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2569 (2 เดือน) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชน
ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง





