วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

‘2 ขุนคลัง’ มองต่างมุม ‘กรณ์ - เอกนิติ’ ยกเหตุผล ลด-ไม่ลด ‘ภาษีดีเซล’

วาทะร้อน "นโยบายภาษีดีเซล" 2 ขุนคลังมองต่างมุม "กรณ์" บี้ลดสรรพสามิตผ่าต้นทุนเศรษฐกิจ "เอกนิติ" ยันต้องการ์ดสูงรักษาวินัยคลัง หวั่นวิกฤตซ้อนวิกฤต

KEY POINTS

  • 2 ขุนคลัง อดีต - ปัจจุบัน มองต่างเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อลดต้นทุนให้แก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยยกตัวอย่างนโยบายจากต่างประเทศ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง คนปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษี โดยให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันวิกฤตซ้อนวิกฤต
  • รมว.คลัง ชี้แจงว่าการลดภาษีจะทำให้รายได้รัฐลดลงในขณะที่รายจ่ายยังสูง และวงเงินกู้คงเหลือมีจำกัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ

เมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด กดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้กว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีผลทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกสถานะติดลบเฉียด 1 แสนล้านบาท อีกครั้ง 

ขณะที่รัฐบาลมีการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือน โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ที่เหลืออยู่ 4 - 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาลดภาษีสรรพสามิตดีเซล แทน 

ต่อมามีความเห็นโต้แย้งระหว่างอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและขุนคลังคนปัจจุบันต่อนโยบายการจัดการราคาน้ำมันดีเซล ผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเสนอให้รัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อลดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

ในขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนกรานให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต

นอกจากนี้ยังชี้ถึงประเทศเยอรมนี ที่ได้ปรับลดภาษีน้ำมันลงลิตรละราว 17 เซ็นต์ยูโร ควบคู่ไปกับการมีมาตรการเจาะจงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยทั้งสองประเทศยอมเฉือนเนื้องบประมาณตนเองเพื่อลดต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหา

ทางด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงถึงกรอบการดำเนินงานว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน และการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เนื่องจากหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลงในขณะที่รายจ่ายยังคงสูง ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาชดเชยอยู่ดี

นายกรณ์ระบุว่าการลดภาษีน้ำมันคือการลดต้นทุนให้แก่ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ใช่เป็นเพียงการเติมเงินช่วยเหลือเฉพาะบางกลุ่ม ซึ่งนอกจากจะช่วยประชาชนทุกคนโดยไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้แล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

พร้อมทั้งยกตัวอย่างการดำเนินนโยบายในต่างประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ที่ปรับลดภาษีดีเซลลง 25% ซึ่งลดมากกว่าน้ำมันเบนซินที่ปรับลด 15% และได้ต่ออายุมาตรการออกไป เนื่องจากเห็นว่าดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่จำเป็นที่สุดต่ออุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และปากท้องของประชาชน

รมว.คลัง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลังโดยดำเนินนโยบายอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ พร้อมเปิดเผยว่าสำหรับปีงบประมาณปัจจุบันมีวงเงินกู้คงเหลือ หรือ Fiscal Room อยู่อย่างจำกัดเพียงประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท เท่านั้น

หากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังและเสี่ยงก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลังหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้

ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องนำเครื่องมือด้านภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาล พิจารณาเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่น้ำมันกลุ่ม E20 และ B20 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลจากอ้อยกับมันสำปะหลัง และไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง

นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดีโดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง