วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

ส่องวิกฤตปลานิลไทย ปิดด่าน-แรงงานย้ายกลับ ดันราคาร่วง 40%

เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลไทยสะอื้น แม้ผลผลิตยังครองแชมป์ปลาน้ำจืดอันดับ 1 ของประเทศกว่า 2.6 แสนตัน แต่ต้องเผชิญวิกฤตราคาตกต่ำหนัก 30-40% จากปัญหาการปิดด่านส่งออกและแรงงานกัมพูชาย้ายกลับประเทศ นายกสมาคมปลานิลชี้ภาครัฐอุ้มไม่ตรงจุด วอนเร่งแก้ปัญหาตลาดด่วนก่อนเกษตรกรขาดทุนหนัก

KEY POINTS

  • ราคาปลานิลตกต่ำลงอย่างหนัก 30-40% ในรอบปีที่ผ่านมา แม้ปริมาณผลผลิตจะยังคงที่
  • สาเหตุหลักเกิดจากการปิดด่านชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ทำให้ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้
  • การย้ายกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก ทำให้ความต้องการซื้อปลานิลในประเทศลดลง

“ปลานิล” ถือเป็นแชมป์ปลาน้ำจืดอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยสัดส่วนผลผลิตที่สูงเกินกว่า 50% ของปริมาณปลาน้ำจืดทั้งหมดในประเทศ โดยรายงานสถิติการประมงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ระบุว่า ผลผลิตปลานิลเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 จาก 2 แสนตัน จนพุ่งสูงถึง 2.6 - 2.7 แสนตันต่อปีในปัจจุบัน แม้ตัวเลขภาคการผลิตจะยังคงแข็งแกร่งและกระจายตัวอยู่ทั่วทุกจังหวัด แต่ในทางกลับกัน เกษตรกรกลับต้องเผชิญกับวิกฤตความเดือดร้อนด้าน “ราคา” ที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

จากรายงานสถิติการประมงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 โดยกรมประมงระบุว่า “ปลานิล” หนึ่งในปลาน้ำจืดยอดนิยมของประเทศไทยมีการเลี้ยงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 2559 ที่เคยผลิตได้ปีละ 2 แสนตัน จนมาถึงล่าสุดปี 2568 มีปริมาณสูงเกินกว่า 2.6-2.7 แสนตัน อาจจะเรียกได้ว่า ปลานิลเป็นแชมป์ปลาน้ำจืดของไทยก็ว่าได้ เพราะมีสัดส่วนมากกว่า 50% จากผลผลิตปลาน้ำจืดทั้งหมดของประเทศไทยซึ่งมีปริมาณเกือบ 5 แสนตัน ตัวเลขผลผลิตที่ยังคงแข็งแกร่ง

คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิล กล่าวว่า จากตัวเลขกรมประมงผลผลิตปลานิลในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 260,000 - 270,000 ตัน ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าผลผลิตยังคงใกล้เคียงเดิม  โดยพื้นที่เลี้ยงปลานิลกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ  แม้ผลผลิตจะทรงตัว แต่สิ่งที่เกษตรกรอยากสะท้อนคือ ในช่วงที่ผ่านมา ราคาปลานิลลดลงมาก สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยฝั่งการตลาดเป็นหลัก ไม่ใช่ปัญหาด้านการผลิต โดยมีปัจจัยสะสม 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การปิดด่านชายแดนตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว (2568) ส่งผลให้ปลานิลที่เคยส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถข้ามไปได้

ส่องวิกฤตปลานิลไทย ปิดด่าน-แรงงานย้ายกลับ ดันราคาร่วง 40%

 และอีกปัจจัยคือการย้ายกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาจำนวนหลายแสนคน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มลูกค้าซื้อปลานิลโดยตรง เมื่อปลาสะสมในระบบจึงกดดันให้ราคาปลานิลปรับลดลงถึง 30–40% อย่างไรก็ตาม ในช่วงล่าสุดสถานการณ์ราคาเริ่มกลับมาฟื้นตัว (Recover) ดีขึ้นระดับหนึ่งแล้ว หลังจากแย่ต่อเนื่องมานาน 1 ปีเต็ม

ปัญหาปลานิลราคาตกต่ำ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาจัดกิจกรรม เช่น งานธงฟ้า สนับสนุนงบประมาณจังหวัดละ 50,000 บาท แต่ยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  ซึ่งเกษตรกรต้องการ คือ ขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหาฝั่งการตลาดและเร่งระบายสินค้าอย่างตรงจุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดเงินทุน จนถึงขั้นพ่อค้าปฏิเสธการเข้าจับปลาในฟาร์ม เรื่องนี้นับเป็นบทสรุปที่ว่าการแก้ไขปัญหาด้านการตลาดนับเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของปลานิล ณ เวลานี้ ที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแล

 ส่วนการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในด้านการผลิตไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบต่อตลาดปลานิลในลักษณะทางอ้อม (Indirect) โดยพบว่ามีการนำปลาหมอคางดำที่จับได้จากธรรมชาติมาวางขายตามตลาดนัดต่างจังหวัดในราคาต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 15–20 บาท ซึ่งอาจเข้ามารับประทานทดแทนเนื้อปลานิลได้บ้างบางส่วน

“ปริมาณปลาหมอคางดำที่นำมาขายเพื่อการบริโภคสดตามตลาดหรือทำปลากระป๋องนั้นถือเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะปริมาณปลาหมอคางดำส่วนใหญ่ถูกจับนำไปเข้าโรงงานแปรรูปเป็นปลาป่นสำหรับผลิตอาหารสัตว์เป็นหลัก จึงไม่ได้เข้ามาทดแทนหรือแย่งตลาดปลานิลอย่างมีนัยสำคัญ” 

บทเรียนจากวิกฤตปลานิลในครั้งนี้ สะท้อนชัดเจนว่าปัญหาสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ภาคการผลิต แต่อยู่ที่ “ฝั่งการตลาด” ซึ่งต้องการการแก้ไขเชิงโครงสร้างจากภาครัฐอย่างจริงจังและตรงจุด หากปล่อยให้เกษตรกรต้องแบกรับสภาวะราคาตกต่ำต่อไปจนขาดเงินทุนหมุนเวียน ย่อมส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ถึงความมั่นคงในอาชีพ เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงตั้งหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเปิดประตูการค้าและกระตุ้นการบริโภค เพื่อพยุงให้แชมป์ปลาน้ำจืดของไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืน