วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

‘ศุลกากร’ ชี้ ‘ยุบเลิกด่าน’ ทันทีทำไม่ได้ ติดข้อกฎหมาย-กระทบกำลังพล 4,800 ราย

“ศุลกากร” แจงยุบเลิกด่านศุลกากรทันทีไม่ได้ เนื่องจากติด พ.ร.บ. ศุลกากร ชี้จำเป็นต่อการค้าชายแดน เตรียมเสนอทางเลือกควบรวมพื้นที่ดูแล-นำเทคโนโลยีมาใช้ และลดจำนวนสำนักงานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แทนการตัดลดกำลังพลในจำนวน 4,800 ราย ที่ไม่เพียงพอต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น

กรณีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าปรับโครงสร้างส่วนราชการ ผ่านการยุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค เนื่องจากมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาขึ้นมาในแต่ละจังหวัด โดยทำงานทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด และมีลักษณะกฎหมายไม่รองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่าปัจจุบันมีหน่วยงานส่วนกลางตั้งอยู่ในภูมิภาคสูงถึง 10,010 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานเข้าข่ายต้องทบทวนความจำเป็นเร่งด่วน 3,708 หน่วยงาน หรือ 1 ใน 3 ของทั้งหมด เช่น สำนักงานคลังเขต 1-9, กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม, แขวงทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม, ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในความเป็นจริงกรมศุลกากรไม่ควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มหน่วยงานกลุ่มเร่งด่วนสำหรับการพิจารณายุบเลิก เนื่องจากในทางปฏิบัติการปรับลดโครงสร้างหรือยุบเลิกด่านศุลกากรไม่สามารถสั่งยุบเลิกได้ทันที

ทั้งนี้ เพราะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากรกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีด่านเพื่อรองรับกระบวนการนำเข้าและส่งออกสินค้า หากยกเลิกด่านโดยไม่มีกฎหมายรองรับย่อมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมศุลกากร เห็นด้วยกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในรูปแบบการควบรวม หรือให้ด่านศุลกากรหนึ่งแห่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่หลายจุด รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้จะต้องมีการหารือในรายละเอียดร่วมกับ ก.พ.ร. ต่อไป

“ถ้าหากจะต้องทำจริง ๆ ก็อาจจะใช้วิธีควบรวมบางด่าน ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วย อย่างบางด่านอาจต้องดูแลหลายพื้นที่หน่อย ก็ต้องมาคุยกันในรายละเอียด”

สำหรับการปรับลดอัตรากำลังผล นายพันธ์ทอง ให้ความเห็นว่า กรมศุลกากรมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพียง 4,800 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับศุลกากรในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียที่มีบุคลากรกว่า 15,000 คน รวมถึงอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีบุคลากรในหลักหมื่นคน

นอกจากนี้ ตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย หากรัฐบาลไม่มีนโยบายอนุมัติเพิ่มอัตรากำลังใหม่ เมื่อมีเจ้าหน้าที่เกษียณอายุราชการกรมศุลกากรก็ต้องคืนอัตรากำลังนั้นไปอยู่แล้ว

ดังนั้น มองว่าการบริหารงบประมาณของกรมศุลกากรจึงควรมุ่งเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่ายผ่านการลดจำนวนสำนักงานเพื่อประหยัดค่าน้ำและค่าไฟฟ้า แทนที่จะเป็นการปรับลดจำนวนบุคลากร เนื่องจากปริมาณภาระงานในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

“เรื่องอัตรากำลังพล ตามกฎหมายเมื่อมีคนเกษียณก็ต้องคืน ปัจจุบันแค่ไม่ให้เพิ่มก็ยากมากแล้ว ถ้าจะให้ลดลงอีกก็คงลำบาก แต่ผมมองว่ามันมีวิธีอื่นที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องลดคน เช่น มีสำนักงานน้อยลง ค่าน้ำค่าไฟก็น้อยลง ตรงนี้ผมว่าผมทำได้”