ภาคเอกชนพร้อมใจหนุนแผน PDP ทางเลือกที่ 4 สายกลางแบบไฮบริด ขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 73% รักษาระดับการใช้ก๊าซธรรมชาติ สร้างสมดุลทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้า และความมั่นคง ทั้งยังบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้านกัลฟ์ - บีกริม ประกาศพร้อมขยายโอกาสทางการลงทุน แนะรัฐปรับแผนให้ยืดหยุ่น สอดรับเทคโนโลยีใหม่ และปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย หนุนการซื้อขายไฟฟ้า
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมเสวนาในหัวข้อ PDP 2026 : พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว ภายในงาน “PDP 2026 Energy Green Power” จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันนี้ (9 ก.ย.69) โดยระบุว่า แผน PDP 2026 มีการกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดในระดับ 65% และพุ่งสูงได้ถึง 89% หรืออยู่ในระดับทางสายกลางที่ประมาณ 73% โดยในแผนผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) และโรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR)
อย่างไรก็ดี กรอบเวลาของแผนครอบคลุมยาวนานถึง 25 ปี หรือระหว่างปี 2026–2037 และปี 2038 เป็นต้นไป โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีแรกหากมีการผูกพันสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ อาจกลายเป็นภาระผูกพันที่ยาวนานจนขาดความยืดหยุ่น ดังนั้นการขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับโรงไฟฟ้าเดิมออกไป ครั้งละ 5–10 ปี แทนการนำเข้าโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดเพื่อรอรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และมีราคาที่เหมาะสมในอนาคตอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
“แผน PDP ต้องเป็นแผนที่เคลื่อนไหว และทบทวนได้ตลอดเวลาทุกๆ 1–2 ปี ไม่ใช่แผนที่หยุดนิ่ง นอกจากเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในสมการพลังงานคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และอุตสาหกรรมต้องตอบโจทย์”
นายนที กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ไฟฟ้าที่เพียงพอและราคาเหมาะสมเท่านั้น แต่ต้องการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Green Energy ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้จริง และรวดเร็ว ซึ่งการเปิดให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) และระบบ Utility Access จะเป็นตัวตอบโจทย์
“ส่วนตัวมองว่า PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ทางเลือกที่ 4 คือ ทางเลือกสมดุลที่สุด พลังงานสะอาด 73% มีก๊าซธรรมชาติ มีความผสมผสาน ใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่มี จากก๊าซในอ่าวที่เหลือ เพราะถ้าเปิดสัมปทานใหม่ก็คงไม่มีใครมาลงทุน เพราะก๊าซเหลือน้อย แต่ถ้าเป็นไปได้แก้ไขและใช้ก๊าซที่มีให้หมด และประเด็นสำคัญต้องไม่เอา LNG มาผลิตไฟฟ้า เพราะเรารับไม่ไหวกับราคา LNG”
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากร่างแผน PDP 2026 สะท้อนถึงทิศทางชัดเจนว่าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น ความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้ามีความสำคัญเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ต่อไปโรงไฟฟ้าในไทยทั้งภาครัฐ และเอกชนต้องมองดูความสามารถการขึ้นลงของพลังงานเพื่อรองรับความผันผวน
นอกจากนี้ ต้องประเมิน และปรับปริมาณไฟฟ้าลดลง ให้สอดคล้องกับโหลดแฟกเตอร์ของไทย เพราะเมื่อพลังงานหมุนเวียนผลิตเต็มที่ ก๊าซก็ต้องลดกำลังการผลิตลงมา อีกทั้งภาคธุรกิจอาจต้องพิจารณาถึงปัจจัยหากมีโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่เข้ามาต้องทำยังไง ถือเป็นความท้าทายทางการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ
ทั้งนี้ ตนประเมินแผนรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไว้ 2 ส่วน คือ 1. Asset ที่มีอยู่จะปรับตัวยังไง ปรับให้สอดรับกับทิศทางของโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นต่อไป และ 2. มองโอกาสการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมกับพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่ หรือแบตเตอรี่อย่างไร
สำหรับแผน PDP 2026 มองว่าทางเลือกที่ 4 เป็นทางสายกลาง ซึ่งยังไม่ชัดเจนในวันนี้ ดังนั้นคงต้องมาดูว่าในแต่ละทางเลือกอะไรตอบโจทย์ และดีที่สุด อาจมีตัวปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนแปลงในช่วง 25 ปีภายใต้แผนนี้ ดังนั้นอาจจะต้องทุกภาคส่วนยังต้องช่วยกันประเมินปัจจัยรอบด้าน ในฐานะเอกชนยังคงต้องการความชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อม และแสวงหาโอกาสทางการลงทุน มองหาเทคโนโลยีที่เป็นทางเลือก
นายชัยชวิน ตันติยันกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพลังงานภูมิภาคอาเซียน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะนักลงทุนมองว่า PDP 2026 ยังเป็นเพียงกรอบใหญ่ในการกำหนดทิศทาง แต่ถือเป็นทิศทางที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดกว้างให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้เอง และเปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถขายไฟฟ้าตรงให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA)
อย่างไรก็ดี การเปิดให้ผู้ใช้ไฟมีสิทธิเลือกผู้ผลิตไฟฟ้า มองว่าต้องมีกฎระเบียบอนุญาตที่ใหม่ สอดรับต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้ หากจะส่งเสริมเอกชนต้องปรับเรื่องนี้ โดยสิ่งที่ผ่านมาทราบว่ามีการปรับเรื่องโซลาร์ โดยลดเรื่องกฎหมายไปเยอะ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังเป็นข้อจำกัด ดังนั้นรัฐต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้เพื่อเปิดเสรี เปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วมใช้ไฟ เลือกผู้ผลิตไฟ และการใช้ได้เอง
“PDP 2026 ไม่ว่าออปชันไหน สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจทั้งหมด ในฐานะนักลงทุนแผนไหนก็ได้ แต่ประเด็นคือ แผนประเมินอยู่บนเทคโนโลยีปัจจุบัน วันนี้ตัวแผนจึงต้องมีการศึกษา และประเมินตลอดเวลา หากมีเทคโนโลยีใหม่มา ต้องคอยมอนิเตอร์ และยังมี AI เข้ามาอีก ดังนั้นพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจะก้าวล้ำแค่ไหนในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคือ โจทย์สำคัญที่ต้องประเมิน และมองดีมานด์ที่เกิดขึ้นจะรองรับอย่างไร”
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าอยู่มาถูกทาง สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในการกำหนดแผนพลังงาน แต่อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือ กฎกติกาที่ยังไม่เอื้อให้สามารถเปิดการซื้อขายพลังงานกันได้ เกิดอิสระในการใช้พลังงาน ดังนั้นมองว่าสิ่งที่ภาครัฐทำได้ทันที Quick Big Win คือ การปลดล็อกกฎกติกาผู้ผลิตสามารถติดตั้งแล้วจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง
“พลังงานในนิคมอุตสาหกรรม ติดตั้งโซลาร์บนหลังคา และลอยน้ำแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ทันทีตอนนี้ ต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกคนที่ติดตั้งแล้วสามารถจำหน่ายไฟได้ และสามารถทำโครงข่ายซื้อขายได้ อีกเรื่องคือ โครงข่ายต้องพร้อมรองรับ Direct PPA ให้ซื้อขายไฟฟ้านอกพื้นที่ได้”
นายนพเดช กล่าวด้วยว่า ทางเลือกของแผน PDP 2026 ส่วนตัวเลือกทางที่ 4 เพราะเรื่อง Green สำคัญ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านต้องเหมาะสม และมั่นคง ซึ่งทางเลือกนี้ผสมผสานความสะอาด และราคาที่เป็นธรรม อีกส่วน คือ ความสำคัญของการจัดการโครงสร้างพื้นฐานผลิตไฟฟ้าในประเทศให้ได้เหมาะสม เพราะในอนาคตจะเห็นโมเดลผู้ผลิตพลังงานภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรม ดังนั้นต้องมีตัวกลางที่จะบริหารจัดการ สร้างการแข่งขันให้ได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





