'BOI-ผู้แทนการค้า' เผยไทยมีความพร้อมเผชิญคลื่น FDI ลูกที่ 3 มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI, เซมิคอนดักเตอร์ และ EV จากจุดแข็งที่พร้อมรองรับการลงทุน มีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และน่าเชื่อถือ หนุนเร่งพัฒนาปัจจัยสำคัญ 5 ด้าน ควบคู่เจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาด-ดึงดูดเทคโนโลยีใหม่
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในหลายอุตสาหกรรม กำลังไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศเป้าหมายที่มีความพร้อม เช่น ไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
ทำให้ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับ "คลื่นการลงทุนต่างชาติลูกที่ 3" ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเป็นการลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เซมิคอนดักเตอร์, ออโตเมชัน ซึ่งแตกต่างจากคลื่นลูกที่ 1 เมื่อ 60 ปีก่อนที่เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมอิงฐานทรัพยากร และใช้แรงงานขับเคลื่อน รวมถึงคลื่นลูกที่ 2 ในยุค ESB ที่เน้นด้านเงินทุนและแรงงาน
ทั้งนี้ ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความพร้อมของการลงทุน ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ช่วยลดความเสี่ยง และความน่าเชื่อถือ ทำให้ไทยอยู่ในสถานะที่เป็นทั้ง "ผู้เลือก" คัดสรรโครงการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ระยะยาว และ "ผู้ถูกเลือก" ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค
นายนฤตม์ ยังกล่าวด้วยว่า ไทยจำเป็นต้องอาศัยฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่งทั้งด้านบุคลากรและห่วงโซ่อุปทานที่สั่งสมมานานกว่า 40–50 ปี ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น จากฐานผลิตยานยนต์สันดาปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ และยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Car) รวมถึงเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับห่วงโซ่อุปทาน AI
ในการนี้ ไทยถือเป็นฐานการผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อันดับ 1 ในอาเซียน อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่ใช้เก็บข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของโลก ตลอดจนเป็นฐานการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ระดับโลก ซึ่งมีการจ้างงานรวมกันมากกว่า 30,000 คน
อีกด้านหนึ่ง ประเด็นความยั่งยืนและพลังงานสะอาดกลายเป็นจุดขายสำคัญเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero ของบริษัทชั้นนำระดับโลก โดย BOI ทำหน้าที่ส่งเสริมทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานสะอาด พร้อมร่วมมือกับกระทรวงพลังงานในการผลักดันกลไกการเข้าถึงพลังงานสะอาด
โดยกลไกดังกล่าวครอบคลุมการเปิด Direct PPA ที่ให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าซื้อขายพลังงานสะอาดได้โดยตรงผ่านระบบส่งของภาครัฐ เริ่มนำร่อง 2,000 เมกะวัตต์สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกลไก Utility Green Tariff (UGT) ที่มีการระบุผู้ผลิตและใบรับรองอย่างชัดเจน
“การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่ใครให้สิทธิประโยชน์มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยความพร้อม 5 ด้าน ที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ
1) เร่งสร้าง-ดึงดูดบุคลากรทักษะสูง
2) สร้างซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมใหม่
3) จัดหาพลังงานในราคาที่แข่งขันได้
4) ขยายข้อตกลง FTA
5) อำนวยความสะดวกธุรกิจผ่านการแก้ไขกฎเกณฑ์ภาครัฐ
ซึ่งหากดำเนินการทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์จะตกอยู่กับคนไทยและภาคธุรกิจไทยได้อย่างยั่งยืน”
ด้านนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บริบทการค้าปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอน จากกฎเกณฑ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนอกจากมาตรฐานการค้าด้านความยั่งยืน (ESG) ยังมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เข้าเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
สำหรับประเทศไทย โอกาสในเวทีการค้าโลกไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐหรือจีน แต่คือการชูจุดแข็งในการเป็นพื้นที่รองรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่
อีกด้านหนึ่ง ไทยต้องเร่งเปิดตลาดใหม่ ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และรักษามิตรภาพกับคู่ค้าดั้งเดิมอย่างอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันยังมีมูลค่าการค้าต่ำเพียง 5,000 ล้านบาท เพื่อเปิดตลาดการนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาธุรกิจไทยต่อไป
โดยรูปแบบการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งออกสินค้าแบบเดิม แต่เป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อดึงดูดและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น Airbus ในการใช้เชื้อเพลิงการบินอย่างยั่งยืน (SAF)
นอกจากนี้ ไทยมีจุดแข็งจากฐานวัตถุดิบทางชีวภาพ (Biofuel) เช่น ชานอ้อยและข้าวโพด โดยหากนำมาบริหารจัดการในระบบนิเวศการผลิตได้อย่างเหมาะสม นอกจากจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังช่วยสร้างความยืดหยุ่น และความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทย
พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมใช้กลไกกองทุน FTA สนับสนุน SME และเกษตรกรไทยให้สามารถยกระดับศักยภาพ รองรับเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันใหม่ ๆ
นายวีระพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันไทยมี FTA ทั้งหมด 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 คู่ค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การส่งออกเติบโต แม้มีความท้าทายจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่มีข้อตกลงครอบคลุมตลาดขนาดใหญ่ แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งจากการเป็นประตูสู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงมีระบบนิเวศอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ดี
โดยขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งเจรจา FTA สำคัญหลายฉบับ อาทิ ไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA), ไทย-เอฟตา และอาเซียน-แคนาดา รวมถึงการขยายความร่วมมือกับสหรัฐ ในด้านพลังงานสะอาดและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่โปร่งใส





