วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

ITD เผย ไทยเนื้อหอม อาเซียนพร้อมร่วมมือ รับกติกาการค้าใหม่

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) จัดงาน Trade Intelligence Forum 2026 ระดมเครือข่ายหน่วยงานวิชาการชั้นนำจาก 8 ประเทศในอาเซียน จัดทำ Policy Papers หาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและดิจิทัลควบคู่กัน เผย ไทยเนื้อหอม ทุกชาติเสนอเพิ่มความร่วมมือรับกติกาโลกใหม่ 

นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ITD ได้จัดงาน “Trade Intelligence Forum 2026 : Navigating Global Megatrends : Regional Outlooks” ภายใต้โครงการ Trade Intelligence Center (TIC) 2026 ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) และถ่ายทอดสดผ่านสื่อ Social Media ของ ITD โดยได้ระดมเครือข่ายหน่วยงานวิชาการชั้นนำจาก 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและดิจิทัลควบคู่กัน หรือ Twin Green-and-Digital Transition ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์โลก ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และโอกาสของประเทศในภูมิภาคที่จะร่วมมือกันสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ  

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความท้าทายได้เพียงลำพัง และภูมิภาคจะแข็งแกร่งที่สุดเมื่อสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ITD จึงได้ทำโครงการนี้ขึ้นมา

โดยได้ระดมความคิดเห็นจากนักวิจัยจาก 8 ประเทศ ร่วมกันจัดทำเอกสารนโยบาย (Policy Papers) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาหรือแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ นำเสนอแนวทางความร่วมมือกับไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น

ITD เผย ไทยเนื้อหอม อาเซียนพร้อมร่วมมือ รับกติกาการค้าใหม่

สำหรับผลการศึกษาจาก 8 ประเทศ สะท้อนว่า เมกะเทรนด์โลกกำลังเร่งให้ประเทศในภูมิภาคปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างห่วงโซ่อุปทานรูปแบบใหม่ โดยมีข้อเสนอความร่วมมือกับไทยในหลายสาขาสำคัญ

โดยบรูไนดารุสซาลาม ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดคาร์บอน พร้อมเสนอความร่วมมือกับไทยด้านระบบอาหารอัจฉริยะ ห่วงโซ่มูลค่าฮาลาล การค้าดิจิทัล และการเงินเพื่อความยั่งยืน

อินโดนีเซีย ชูศักยภาพด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะนิกเกิล และเสนอการสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับไทย โดยเชื่อมศักยภาพด้านวัตถุดิบและแบตเตอรีต้นน้ำของอินโดนีเซียกับฐานการประกอบและการผลิตชิ้นส่วนปลายน้ำของไทย

สปป.ลาว เสนอแนวคิด “Thailand+1” เพื่อยกระดับบทบาทจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked) สู่การเป็น Land-linked Hub เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้าของภูมิภาค

มาเลเซีย ชี้ผลกระทบจากสังคมสูงวัยต่อโครงสร้างการค้า และเสนอให้อาเซียนใช้ประโยชน์จากความหลากหลายด้านประชากร ผ่านการเคลื่อนย้ายแรงงานและการสร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน

เมียนมา มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเสนอขยายความร่วมมือกับไทยผ่านระเบียงเศรษฐกิจ แม่สอด–เมียวดี และระนอง–ย่างกุ้ง รวมถึงการพัฒนาระบบชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นบาท–จ๊าด

ฟิลิปปินส์ ชี้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเสนอการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เชื่อมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ของฟิลิปปินส์กับอุตสาหกรรม EV ของไทย

สิงคโปร์ วิเคราะห์ผลกระทบจากมาตรการภาษีภายใต้ Trump 2.0 และเสนอการกระจายแหล่งนำเข้าจากจีนไปยังพันธมิตรอาเซียน รวมถึงประเทศไทย พร้อมส่งเสริมอุปสงค์ปลายน้ำภายในภูมิภาค

ITD เผย ไทยเนื้อหอม อาเซียนพร้อมร่วมมือ รับกติกาการค้าใหม่

เวียดนาม เดินหน้านโยบายอุตสาหกรรมสีเขียวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 และเสนอการยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–เวียดนาม ผ่านการสร้างห่วงโซ่คาร์บอนต่ำร่วมกันในอุตสาหกรรม EV อิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรแปรรูป

นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) ITD กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและดิจิทัลควบคู่กัน ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังเป็นรากฐานสำคัญของขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของอาเซียน การบูรณาการเศรษฐกิจบนพื้นฐานของกฎกติกา การประสานมาตรฐานระดับภูมิภาค และการเชื่อมโยงดิจิทัลข้ามพรมแดน จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ผลที่ได้จากเวที Trade Intelligence Forum จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยในภูมิภาค สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากเมกะเทรนด์โลกให้เป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาร่วมกันของไทยและอาเซียน

โดย ITD จะผลักดันให้มีการยกระดับจากความเข้าใจร่วมกัน สู่การเชื่อมโยงและสร้างโอกาสร่วมกัน และนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปต่อยอดสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม เพราะสิ่งที่ได้จากการระดมความเห็น ไม่เพียงสะท้อนทิศทางของเมกะเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่ยังชี้ให้เห็นโอกาสของไทยในการเชื่อมโยงจุดแข็งของประเทศอาเซียน ตั้งแต่ EV เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด อาหารและฮาลาล ไปจนถึงการค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก Dr.Ahmad Zafarullah Abdul Jalil ผู้อำนวยการกองติดตามการบูรณาการอาเซียน (Director, ASEAN Integration Monitoring Directorate) สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Address) ในหัวข้อ “Connecting Minds, Shaping the Region: Academic Collaboration in an Era of Global Megatrends” โดยสะท้อนถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้และความร่วมมือทางวิชาการในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันและสนับสนุนการกำหนดทิศทางการพัฒนาของภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงจากเมกะเทรนด์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ