วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ส.อ.ท.' หนุน Credit Term 30-45 วัน หวังเสริมสภาพคล่อง SMEs

"ส.อ.ท." หนุน "กขค." คุมเข้ม Credit Term โมเดิร์นเทรด เร่งจ่ายทุนผู้ประกอบการ "SMEs" ใน 30-45 วัน ชี้ต้องยืดหยุ่นตามธุรกิจ

KEY POINTS

  • ส.อ.ท. โดยสถาบัน SMI เห็นด้วยกับหลักการกำหนด Credit Term 30-45 วัน เพราะช่วยสร้างความชัดเจน และเสริมสภาพคล่องให้ SMEs สามารถวางแผนธุรกิจ และบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
  • เสนอให้ภาครัฐพิจารณาความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรม และกำหนดกติกาให้มีความยืดหยุ่น ไม่ควรใช้กรอบเวลาเดียวกันกับทุกธุรกิจ เนื่องจากมีกระบวนการตรวจรับสินค้า และเงื่อนไขการค้าที่ต่างกัน
  • เรียกร้องให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทุกขนาดทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เพื่อสร้างกติกาที่มีความสมดุล เป็นธรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงโดยไม่สร้างภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ชี้ว่าการเสริมสภาพคล่องให้ SMEs จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากเมื่อรายเล็กแข็งแรง ก็จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ และเศรษฐกิจโดยรวม
  • SMI จะทำหน้าที่รวบรวมความเห็นจากสมาชิกเพื่อประสานงานกับภาครัฐ ให้ได้ข้อกำหนดที่ใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในภาคอุตสาหกรรม

นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 

โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดชำระเงินให้แก่ SMEs ภายในระยะเวลา 30-45 วัน ว่า SMI ได้ติดตามแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเป็นแนวทางที่มีส่วนช่วยสร้างความชัดเจนในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในประเด็นการบริหารระยะเวลาการรับชำระเงินระหว่างคู่ค้า

ทั้งนี้ การกำหนด Credit Term ที่ชัดเจนมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากระยะเวลาการได้รับชำระเงินมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินสด และความสามารถในการหมุนเวียนเงินทุนของธุรกิจ หากผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้รับเงินจากคู่ค้าเมื่อใด ก็จะสามารถวางแผนการผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ การชำระค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนการบริหารต้นทุน และภาระทางการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งโดยธรรมชาติมีข้อจำกัดด้านเงินทุน และสภาพคล่องมากกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ การมีกรอบ Credit Term ที่ชัดเจนจึงสามารถช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุนหมุนเวียน และทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

นายวีรชัย กล่าวว่า SMI เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว เพราะการสร้างกติกาที่ชัดเจนจะช่วยลดความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ และทำให้ SMEs สามารถบริหารสภาพคล่องได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดหลักเกณฑ์จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของแต่ละอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ไม่ควรใช้กรอบระยะเวลาเดียวกันกับทุกธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของสินค้าและกระบวนการซื้อขาย ชี้แต่ละอุตสาหกรรมต่างกัน ต้องออกกติกาให้ยืดหยุ่น

ประเด็นสำคัญที่ SMI ต้องการให้ กขค. พิจารณาเพิ่มเติมคือ ความแตกต่างของรูปแบบการดำเนินธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม เนื่องจากกระบวนการซื้อขายสินค้าไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

สินค้าบางประเภทสามารถส่งมอบ และตรวจรับได้ทันที ขณะที่สินค้าบางประเภทอาจต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ การนับจำนวน การตรวจสอบมาตรฐาน หรือกระบวนการอื่นๆ ก่อนที่ผู้ซื้อจะสามารถยืนยันการรับสินค้า และเข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงินได้

นอกจากนี้ เงื่อนไขทางการค้าของแต่ละอุตสาหกรรมยังมีความแตกต่างกัน ทั้งลักษณะของสินค้า ปริมาณการสั่งซื้อ รอบการผลิต รอบการส่งมอบ และขั้นตอนการตรวจรับสินค้า ดังนั้น หากกำหนดกรอบ Credit Term ที่ตายตัวโดยไม่เปิดช่องให้พิจารณาตามลักษณะธุรกิจ อาจทำให้เกิดข้อจำกัดหรือภาระที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริง

"SMI เห็นว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่องว่าใครเป็นรายใหญ่หรือรายเล็ก แต่คือ การสร้างกติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง" นายวีรชัย กล่าว

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การกำกับดูแล Credit Term ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของการคุ้มครอง SMEs เท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต SMEs ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ เพื่อให้กติกาที่ออกมาสามารถสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลสภาพคล่องของรายเล็กกับความสามารถในการบริหารจัดการของรายใหญ่

เปิดรับฟังผู้ซื้อ-ผู้ขาย สร้างกติกาสมดุล

ด้วยเหตุนี้ SMI จึงเสนอให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทุกขนาด ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ก่อนที่หลักเกณฑ์จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐได้รับข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในภาคธุรกิจจริง และสามารถนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมกับสภาพการค้าของแต่ละอุตสาหกรรม

SMI มองว่าการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจะช่วยให้ กขค. เห็นภาพของกระบวนการทางธุรกิจที่แตกต่างกัน และสามารถออกแบบกติกาที่มีความสมดุล ไม่สร้างภาระให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากเกินไป

ในมุมของ SMEs การได้รับชำระเงินเร็วขึ้นย่อมช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และลดความเสี่ยงจากการต้องแบกรับต้นทุนระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่เองก็จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่สอดคล้องกับกระบวนการตรวจรับสินค้า การบริหารคลังสินค้า การตรวจสอบเอกสาร และระบบบัญชีขององค์กร

ดังนั้น กติกาที่ดีจึงควรเป็นกติกาที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพียงกำหนดตัวเลขระยะเวลาการชำระเงินโดยไม่ได้พิจารณากระบวนการที่เกิดขึ้นก่อนการชำระเงินจริง

ชู Supply Chain เดียวกัน ดันรายเล็กแข็งแรง 

นายวีรชัย กล่าวว่า การกำหนด Credit Term ควรมองภาพใหญ่ของ Supply Chain เนื่องจากผู้ประกอบการทุกขนาดต่างมีความเชื่อมโยงกัน หาก SMEs ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือซัปพลายเออร์ในห่วงโซ่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง ก็อาจส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ซื้อ และผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้ายที่สุด

ในทางกลับกัน หาก SMEs สามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเงินทุนเพียงพอสำหรับจัดซื้อวัตถุดิบ ผลิตสินค้า และรักษาคุณภาพการส่งมอบ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังสามารถบริหารต้นทุน และระบบจัดซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ทั้งห่วงโซ่มีความแข็งแรงมากขึ้น

“ธุรกิจทุกขนาดอยู่ใน Supply Chain เดียวกัน หากรายเล็กมีสภาพคล่องที่ดี ขณะเดียวกันรายใหญ่สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ห่วงโซ่ทั้งหมดก็จะแข็งแรงขึ้น และสุดท้ายเศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์ร่วมกัน” นายวีรชัย กล่าว

ดังนั้น SMI มองว่าการกำหนด Credit Term จึงไม่ควรเป็นเพียงมาตรการเพื่อแก้ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าระหว่างคู่ค้าเท่านั้น แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับระบบการค้าของไทยให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ SMEs ต้องเผชิญกับต้นทุนทางธุรกิจ และข้อจำกัดด้านเงินทุนอย่างต่อเนื่อง

ฟังเสียงสมาชิก ประสานรัฐเดินกติกาให้ใช้ได้จริง

สำหรับบทบาทของ SMI หลังจากนี้ นายวีรชัย ระบุว่า สถาบันจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกในภาคอุตสาหกรรม โดยรวบรวมทั้งข้อเสนอ ข้อกังวล และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนด Credit Term 30–45 วัน ก่อนนำไปประสานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้กติกาที่ออกมาสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการในภาคปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการออกแบบหลักเกณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมที่มีลักษณะการซื้อขายแตกต่างกัน

SMI จะเดินหน้าประสานข้อเสนอระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการกำหนดหลักเกณฑ์มีข้อมูลจากผู้ประกอบการจริง และลดความเสี่ยงที่กฎเกณฑ์ใหม่จะกลายเป็นต้นทุนหรือภาระเพิ่มเติมต่อภาคธุรกิจ

ท่าทีของ SMI ต่อร่างประกาศ Credit Term ของ กขค. จึงเป็นการสนับสนุนหลักการ แต่ขอให้การบังคับใช้มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของแต่ละอุตสาหกรรม โดยมองว่าการกำหนดระยะเวลาชำระเงิน 30-45 วันสามารถช่วยเพิ่มความชัดเจนในการทำธุรกิจ และบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ได้ แต่การออกแบบกติกาจำเป็นต้องรับฟังเสียงจากทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น “รายใหญ่” หรือ “รายเล็ก” แต่เป็นการสร้างระบบการค้าที่ทุกฝ่ายสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการทุกขนาดล้วนเชื่อมโยงอยู่ใน Supply Chain เดียวกัน หาก SMEs มีสภาพคล่อง รายใหญ่บริหารธุรกิจได้คล่องตัว และกติกามีความชัดเจน และปฏิบัติได้จริง ย่อมช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และส่งต่อประโยชน์ไปยังเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างยั่งยืน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์