นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในเวทีเสวนา KT Dialogue New Horizon: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า พลังงานในโลกยุคเก่าที่พึ่งพาน้ำมันกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเสมือนลมหายใจ และต้นทุนการใช้ชีวิตของประชาชน
ทว่าในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือ กุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่การลงทุน และการแข่งขันระดับสากล หากประเทศไทยปรับตัวช้าจะทำให้เดือดร้อน และตกขบวนทันที
จากการที่ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่หลากรูปแบบ (Renewable Energy) รวมถึงการเปิดเสรีให้ประชาชนกลายเป็นทั้งผู้บริโภค และผู้ผลิตไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน (Prosumer) และการเกิดขึ้นของระบบผลิตไฟฟ้าอิสระในพื้นที่ (Independent Power System: IPS) ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อน และมีผู้เล่นในระบบเพิ่มขึ้นมหาศาล
กระทรวงพลังงานจึงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเป็น "ตัวเชื่อมโยงรอยต่อ" ระหว่างทางเลือกต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยระบุว่าระบบ Smart Grid จะเข้ามาทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการคือ การคาดการณ์ (Forecast) การตรวจวัด (Monitor) และการควบคุม (Control) ระบบไฟฟ้าทั้งหมด
"โครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ แต่เราต้องบริหารจัดการโครงข่ายเพื่อไม่ให้ระบบล่ม" นายเอกนัฏ กล่าว
ภายใต้แผนงานอัปเกรด Smart Grid ภาครัฐจะปูพรมจัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time) ตลอดเวลา โดยจะเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ตัวอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ของโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือน และผู้ผลิตรายย่อย เพื่อเชื่อมโยงแชร์ข้อมูลระหว่างเจ้าของบ้าน, การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟภ. และ กฟน.), ผู้กำกับดูแล (กกพ.) และผู้ควบคุมระบบจัดส่งไฟฟ้า (System Operator: SO)
การเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำนี้ จะทำให้รัฐวางแผนพยากรณ์ และเลือกลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้า (STATCOM) หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage) ในแต่ละจุดได้อย่างตรงจุด
ที่สำคัญที่สุดคือ ในยามที่กระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมเกิดความผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรง ระบบ Smart Grid จะสามารถสั่งการควบคุม และตัดกระแสไฟบางส่วนออกชั่วคราว เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Blackout) เหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นในประเทศสเปน
สำหรับนโยบายเปิดเสรีพลังงานสะอาด นายเอกนัฏ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติสำคัญในการปลดล็อกระบบทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าเสรี หรือ Sandbox จากเดิมที่ถูกตีกรอบจำกัดเฉพาะกลุ่ม Data Center ไว้ที่ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ และรอคอยกติกามานานกว่า 2 ปี
โดยเกณฑ์ใหม่นี้จะปลดล็อกแบบไม่มีล็อกเพิ่ม เปิดกว้างให้แก่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดเพื่อใช้ในการส่งออก และหลีกเลี่ยงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของยุโรป โดยไม่มีการจำกัดปริมาณโควตาอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน เตรียมประกาศใช้เกณฑ์ค่าบริการสายส่งแก่บุคคลที่สาม หรือ TPA Charge (Third Party Access) ซึ่งประกอบด้วย ค่าสายส่งของ กฟผ., ค่าระบบจำหน่ายของ กฟภ./กฟน., ค่าความมั่นคง, ค่าเชิงนโยบาย และค่าความสูญเสียในระบบ เพื่อเปิดทางให้ผู้ซื้อ และผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดสามารถจับคู่ซื้อขายพลังงานกันได้โดยตรง (Direct PPA) โดยจ่ายเพียงค่าบริการระบบสายส่ง
ทั้งนี้ ปัจจุบันต้นทุนผลิตไฟฟ้าสะอาดในประเทศมีราคาถูกลงมาก เช่น อัตรารับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน (FIT) ของโซลาร์อยู่ที่ 2.16 บาท และลมอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย หากมีการกำหนดค่าบริการ TPA ที่เหมาะสม และเป็นธรรม จะส่งผลให้ราคาไฟฟ้าสะอาดจากตลาดเสรีมีราคาถูกกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากฟอสซิลในปัจจุบันอย่างแน่นอน
ในส่วนการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธหรือติดเบรกการลงทุน แต่จำเป็นต้องเข้ามาจัดระเบียบเกณฑ์การใช้ทรัพยากร ทั้งน้ำ และไฟ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชน
ความท้าทายคือ Data Center ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด 100% แต่ในระยะแรกยังจำเป็นต้องใช้ไฟผสมผสานจากระบบหลัก ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาการผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (LNG) สูงถึง 60% ของระบบ และจากการพึ่งพานำเข้า LNG สปอร์ตราคาผันผวนสูงถึง 23 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ทำให้ต้นทุนเนื้อไฟฟ้าเฉพาะส่วนของเชื้อเพลิงพุ่งสูงกว่า 5 บาทต่อหน่วย
เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุน LNG นำเข้าราคาแพงถูกนำไปเฉลี่ยปะปนกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปจนค่าไฟแพงขึ้นทั้งประเทศ กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายแยกกลุ่ม Data Center ออกเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ (ประเภทที่ 9) เพื่อให้กลุ่มนี้ต้องรับผิดชอบภาระต้นทุน LNG ตามราคาจริง โดยมีทางเลือกให้ Data Center บริหารจัดการจัดซื้อเชื้อเพลิงเอง หรือเลือกหันไปซื้อไฟฟ้าสะอาดราคาถูกผ่านระบบ Direct PPA แทน
นายเอกนัฏ กล่าวถึงการส่งเสริมระดับครัวเรือนว่า รัฐบาลตั้งเป้าเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) ให้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า (Prosumer) โดยเตรียมปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดสรรโควตาการผลิตไฟฟ้าสะอาดจากเดิมที่เปิดให้เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน มาเป็นการหั่นโควตาออกมาแบ่งเค้กแจกจ่ายให้แก่ประชาชนบ้านละ 5 กิโลวัตต์ เพื่อผลิตไฟใช้เอง และขายคืนเข้าระบบได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ จะเร่งแก้ไขปัญหาขั้นตอนเอกสารที่เคยมีความยุ่งยากซับซ้อนในอดีต ซึ่งใช้เวลายื่นขออนุญาตติดตั้งยาวนานกว่า 1 ปี เกณฑ์ใหม่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ One-Stop Service ผ่านระบบออนไลน์ และสาขาของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
โดยวางกรอบการพิจารณาเด็ดขาด อาทิ กรณีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตใช้เอง (ไม่ขายคืน) ต้องอนุมัติเสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ส่วนกรณีติดตั้งเพื่อขายไฟฟ้าคืนระบบ ต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมดภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ ภาครัฐจะปรับเพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้ารูฟท็อปคืนรวมจากเดิม 100 เมกะวัตต์ ขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ และเตรียมปรับแก้สัญญารับซื้อคืนจากเดิมที่สั้นเพียง 10 ปี ขณะที่โซลาร์ฟาร์มได้สัญญายาว 25 ปี ให้ยาวนาน และคุ้มค่าขึ้น
โครงการนี้จะอำนวยความสะดวกเรื่องการหักลบรายได้ผ่านบิลค่าไฟฟ้า คาดว่าระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 1,400 ถึง 1,500 บาทต่อเดือน (บนฐานราคารับซื้อคืน 2.20 บาทต่อหน่วย) ช่วยให้ประชาชนคืนทุนค่าติดตั้งได้ภายในระยะเวลา 7 ปี และหลังจากนั้น แผงโซลาร์จะกลายเป็นโรงไฟฟ้าส่วนตัวบนหลังคาที่สร้างกำไร และลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



