วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

บี.กริม ชู 5 ข้อปลดล็อกสมาร์ตกริด เพิ่มประสิทธิภาพจ่ายไฟ ช่วยชาติประหยัดเฉียดปีละ 3 หมื่นล้าน

บี.กริม หนุนพัฒนาสมาร์ตกริดหัวใจสำคัญขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน-ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม จี้รัฐปลดล็อก 5 อุปสรรคใหญ่ ลดการสูญเสียในระบบช่วยชาติประหยัดได้กว่า 2.8 หมื่นล้าน ประหยัดค่าไฟจากลดการสูญเสียในระบบ 

KEY POINTS

  • บี.กริม เพาเวอร์ เสนอ 5 แนวทางสำคัญเพื่อปลดล็อกการพัฒนาระบบสมาร์ตกริด เพิ่มเสถียรภาพ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
  • ข้อเสนอครอบคลุมการจัดการข้อมูล, การเปิดให้บุคคลที่สามใช้โครงข่ายไฟฟ้า (TPA), การพัฒนาพลังงานเชิงพื้นที่, การปรับปรุงกฎระเบียบ และการลดระยะเวลาขอใบอนุญาต
  • การขับเคลื่อนสมาร์ตกริดคาดว่าจะช่วยประหยัดให้ประเทศได้เกือบ 3 หมื่นล้านบาท จากการลดความสูญเสียในระบบ และค่าบำรุงรักษา และอาจช่วยลดค่าไฟฟ้าได้

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวในงาน KT Dialogue New Horizon Chapter 2: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บี.กริมในฐานะผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้ามานานกว่า 30 ปี ได้พัฒนาระบบสายส่งจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมาสู่ระบบสมาร์ตกริด (Smart Grid) ปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาระบบสายส่งสมาร์ตกริดที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกด้วยระยะทางกว่า 220 กิโลเมตร

นายนพเดช ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบสมาร์ตกริดคือ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า (Reliability) เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถยอมรับความผิดปกติของไฟฟ้าแม้เพียงเสี้ยววินาที เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสายการผลิตทั้งหมด โรงงานจึงต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ การอัปเกรดสายส่งให้เป็นระบบอัจฉริยะจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรองรับความต้องการนี้ 

ทั้งนี้ได้เสนอแนวทาง 5 ประการ เพื่อขับเคลื่อนพลังงานทดแทน และระบบไฟฟ้าของประเทศ ดังนี้

1.การบริหารจัดการข้อมูล (Data) ต้องสร้างฐานข้อมูลชุดเดียวกัน (Single Dataset) ที่มีความโปร่งใส (Visibility) และมีการแบ่งปันข้อมูลร่วมกันระหว่างภาคเอกชน และภาครัฐ 

2.นโยบายการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access - TPA) เพื่อสร้างกิจกรรมในตลาดไฟฟ้า เปิดโอกาสให้มีการรับซื้อ และเชื่อมโยงความต้องการของอุตสาหกรรมกับแหล่งพลังงานทดแทนได้อย่างอิสระ  

3.การพัฒนาพลังงานเชิงพื้นที่ (Integrated Power Supply) โดยสนับสนุนการจัดการพลังงานในพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม ผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์ลอยน้ำ หรือโซลาร์ฟาร์ม เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P) 

4.การปรับปรุงระเบียบ และข้อบังคับ โดยควรพิจารณาผ่อนปรนกฎเกณฑ์เพื่อให้การทำงานคล่องตัว เช่น การอนุญาตให้สายส่งไฟฟ้าข้ามพื้นที่สาธารณะในนิคมอุตสาหกรรมตามโมเดลของญี่ปุ่น

5.การปลดล็อกข้อจำกัดของโซลาร์ลอยน้ำ (Direct Line) ให้สามารถขายไฟฟ้าแก่ลูกค้าได้มากกว่ารายเดียวเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

การลดระยะเวลาในกระบวนการอนุญาต โดยปัจจุบันขั้นตอนการขอใบอนุญาตด้านพลังงานใช้เวลานานถึง 6 ปี ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เวลาสร้างเพียง 3 - 6 เดือน ซึ่งความล่าช้านี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ

ทั้งนี้การขับเคลื่อนระบบสมาร์ตกริดจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยซึ่งพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมถึง 30% ของ GDP โดยจะช่วยลดความสูญเสียในระบบ (Loss) ลดค่าบำรุงรักษา และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประหยัดของประเทศได้ประมาณปีละประมาณ 28,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ เช่น ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และการซื้อขายไฟฟ้าเสรี จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ล้านบาท 

บี.กริม ชู 5 ข้อปลดล็อกสมาร์ตกริด เพิ่มประสิทธิภาพจ่ายไฟ ช่วยชาติประหยัดเฉียดปีละ 3 หมื่นล้าน

"การพัฒนาสมาร์ตกริดนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังมีศักยภาพในการลดค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 20.30 สตางค์ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และการลดค่าใช้จ่ายในระบบ"

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์