นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวในงาน KT Dialogue New Horizon Chapter 2: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บี.กริมในฐานะผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้ามานานกว่า 30 ปี ได้พัฒนาระบบสายส่งจากการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมาสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid) ปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาระบบสายส่งสมาร์ทกริดที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกด้วยระยะทางกว่า 220 กิโลเมตร
นายนพเดชชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดคือความเสถียรของระบบไฟฟ้า (Reliability) เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถยอมรับความผิดปกติของไฟฟ้าแม้เพียงเสี้ยววินาที เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสายการผลิตทั้งหมด โรงงานจึงต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ การอัปเกรดสายส่งให้เป็นระบบอัจฉริยะจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรองรับความต้องการนี้
ทั้งนี้ได้เสนอแนวทาง 5 ประการ เพื่อขับเคลื่อนพลังงานทดแทนและระบบไฟฟ้าของประเทศ ดังนี้
1.การบริหารจัดการข้อมูล (Data) ต้องสร้างฐานข้อมูลชุดเดียวกัน (Single Dataset) ที่มีความโปร่งใส (Visibility) และมีการแบ่งปันข้อมูลร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ
2.นโยบายการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access - TPA) เพื่อสร้างกิจกรรมในตลาดไฟฟ้า เปิดโอกาสให้มีการรับซื้อและเชื่อมโยงความต้องการของอุตสาหกรรมกับแหล่งพลังงานทดแทนได้อย่างอิสระ
3.การพัฒนาพลังงานเชิงพื้นที่ (Integrated Power Supply) โดยสนับสนุนการจัดการพลังงานในพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม ผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์ลอยน้ำ หรือโซลาร์ฟาร์ม เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P)
4.การปรับปรุงระเบียบและข้อบังคับ โดยควรพิจารณาผ่อนปรนกฎเกณฑ์เพื่อให้การทำงานคล่องตัว เช่น การอนุญาตให้สายส่งไฟฟ้าข้ามพื้นที่สาธารณะในนิคมอุตสาหกรรมตามโมเดลของญี่ปุ่น
และ 5.การปลดล็อกข้อจำกัดของโซลาร์ลอยน้ำ (Direct Line) ให้สามารถขายไฟฟ้าแก่ลูกค้าได้มากกว่ารายเดียวเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
การลดระยะเวลาในกระบวนการอนุญาต โดยปัจจุบันขั้นตอนการขอใบอนุญาตด้านพลังงานใช้เวลานานถึง 6 ปี ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เวลาสร้างเพียง 3 - 6 เดือน ซึ่งความล่าช้านี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ
ทั้งนี้การขับเคลื่อนระบบสมาร์ทกริดจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยซึ่งพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมถึง 30% ของ GDP โดยจะช่วยลดความสูญเสียในระบบ (Loss) ลดค่าบำรุงรักษา และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประหยัดของประเทศได้ประมาณปีละประมาณ 28,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ เช่น ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานและการซื้อขายไฟฟ้าเสรี จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ล้านบาท
"การพัฒนาสมาร์ทกริดนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังมีศักยภาพในการลดค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 20.30 สตางค์ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการลดค่าใช้จ่ายในระบบ"



