วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม 2569

Login
Login

จีนยังแรง! การค้า 7 เดือนแรกปี 69 โต 17.3% นำเข้าโต 22% เปิดโอกาสสินค้าไทยเจาะตลาด

เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน รายงานว่า สำนักงานศุลกากรจีนเผยแพร่สถิติการค้าระหว่างประเทศของจีน ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจและการค้าโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยมูลค่าการค้าสินค้ารวมของจีนอยู่ที่ 30.13 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 150.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่การส่งออกขยายตัว 14% และการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 22% แสดงให้เห็นว่านอกเหนือจากบทบาทในฐานะฐานการผลิตและผู้ส่งออกรายสำคัญของโลกแล้ว จีนยังเป็นตลาดนำเข้าขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกและเป็นสัญญาณบวกต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย

นอกจากนี้ มูลค่าการค้ารายเดือนของจีนยังอยู่ในระดับมากกว่า 4 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาทต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนว่ากิจกรรมการค้าของจีนยังมีแรงขับเคลื่อน แม้สภาพแวดล้อมการค้าระหว่างประเทศจะมีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

โครงสร้างการส่งออกของจีนมีแนวโน้มขยับเข้าสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องจักรกลและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่า 11.12 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 55.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.2% และคิดเป็น 63.8% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้น 3.8 จุดจากปีก่อน

สินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 71.2% แบตเตอรี่ลิเทียมเพิ่มขึ้น 35.8% เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มขึ้น 34.8% เครื่องพิมพ์สามมิติเพิ่มขึ้น 1.1 เท่า และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 13.2% สะท้อนการยกระดับฐานการผลิตและขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของจีนอย่างต่อเนื่อง

ด้านการนำเข้า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จีนมีมูลค่าการนำเข้าสินค้า 10.74 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 53.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% และเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการนำเข้าครึ่งปีแรกทะลุ 10 ล้านล้านหยวน โดยสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ น้ำมันสำหรับบริโภค 19.2% ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อการบริโภค 24.1% แร่โลหะ 22.6% และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 45.6%

การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงถึง 45.6% มีความเชื่อมโยงกับการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ สมาร์ทโฟน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลิตขั้นสูง จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบขั้นกลาง และธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีน

สำหรับสินค้าเกษตร ทุเรียนไทยเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนโอกาสในตลาดจีนได้อย่างชัดเจน ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมูลค่า 11.39 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 303.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความต้องการทุเรียน มังคุด และลำไยในตลาดจีนยังอยู่ในระดับสูง

ด้านโลจิสติกส์ ช่วงวันที่ 1 ม.ค.–26 เม.ย. 2569 การขนส่งทุเรียนผ่านรถไฟจีน–ลาวมีปริมาณสะสม 50,300 ตัน เพิ่มขึ้น 94.2% โดยรถไฟห่วงโซ่ความเย็นสามารถกระจายสินค้าจากคุนหมิงไปยังมากกว่า 30 เมือง อาทิ เฉิงตู กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เจิ้งโจว และเสิ่นหยาง ช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งและรักษาคุณภาพสินค้าสดที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสในตลาดจีนมาพร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้น เนื่องจากจีนเปิดตลาดรับผลไม้จากประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ผู้ประกอบการไทยจึงไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และความรวดเร็วในการขนส่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

สคต. เซี่ยเหมิน ให้ความเห็นว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าของจีนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัว โดยการนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออก ประกอบกับจีนมีนโยบายส่งเสริมการนำเข้าและเปิดตลาดให้แก่สินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีศักยภาพและเป็นที่รู้จักในตลาดจีน เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ตลอดจนอาหารแปรรูปและสินค้าอาหารที่มีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้การเติบโตอย่างโดดเด่นของทุเรียนไทยในช่วงต้นปี เป็นตัวบ่งชี้ว่าความต้องการสินค้าไทยบางกลุ่มในตลาดจีนยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีกหากสามารถรักษาคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการไทย กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว รวมถึงอาหารแปรรูปและสินค้ามูลค่าเพิ่ม

ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบขั้นกลาง ควรเร่งศึกษาความต้องการของตลาดและโอกาสเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของจีน

ในด้านช่องทางการตลาด ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความตกลง RCEP งานแสดงสินค้า กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน เพื่อเข้าถึงคู่ค้าและผู้บริโภคโดยตรง

ขณะที่เส้นทางรถไฟจีน–ลาว–ไทย เครือข่ายห่วงโซ่ความเย็น และระบบกระจายสินค้าผ่านกว่างซีและยูนนาน เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่งและลดเวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน

สำหรับผู้ประกอบการไทย ต้องควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและระบบตรวจสอบย้อนกลับ บริหารบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ศึกษาความต้องการเฉพาะพื้นที่ และพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคในแต่ละมณฑลและเมือง เลือกช่องทางโลจิสติกส์ให้เหมาะกับต้นทุน ความเร็ว และประเภทสินค้า และติดตามสถานการณ์ตลาดและการแข่งขันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคู่แข่งจากประเทศอื่นเข้าสู่ตลาดจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“ตลาดจีน” ยังคงเป็นตลาดที่มีพลวัตสูงและมีโอกาสสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะจากแนวโน้มการนำเข้าที่เติบโตเร็วกว่าการส่งออก ประกอบกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศมากขึ้น กรณีทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นกว่า 300% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี สะท้อนศักยภาพของตลาดที่ยังขยายตัวได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ โลจิสติกส์ และการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจีน เพื่อรักษาตำแหน่ง ตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยทางการตลาดและต่อยอดโอกาสจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน