วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม 2569

Login
Login

มองโลกผ่าน‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’แห่งสิงคโปร์ ยิ่ง‘แตกแยก’ยิ่งต้องเพิ่ม‘พันธมิตร’

สิงคโปร์ ประเทศหนึ่งในอาเซียน ที่มีคาดการณ์จีดีพีในระดับติดลมบนของภูมิภาค คือ 5.9% ขณะที่ไทยคาดว่าจะเติบโตที่ 1.9% แม้จีดีพีไม่ใช่ทั้งหมดของสุขภาพเศรษฐกิจ แต่ก็พอจะบอกอะไรได้ว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจและวิกฤตโลกที่รุนแรงและผันผวน ทำไมสิงคโปร์ยังเติบโตได้โดดเด่น ซึ่งตรงข้ามกับหลายประเทศ

เมื่อ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันชาติสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวสุนทรพจน์ซึ่งในคำกล่าวมีเรื่องราวที่น่าจับมาเป็นมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไทยและสิงคโปร์กำลังเผชิญไม่ต่างกัน

นายหว่องเริ่มสุนทรพจน์ในค่ำคืนนั้นด้วยการเล่าถึงสถานการณ์โลกว่า มันเปลี่ยนไปแล้ว และยังคงเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพราะกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานที่ค้ำจุนเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองมานานหลายทศวรรษกำลังถูกพลิกคว่ำ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ดุลอำนาจในโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงใหม่ การแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความขัดแย้งโดยตรง

สหรัฐคงมหาอำนาจเบอร์หนึ่งโลก

สหรัฐยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่จีนได้ผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วและปัจจุบันเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียมกัน มีศักยภาพสูงในหลายด้าน จึงไม่มีประเทศใดสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ และไม่มีประเทศใดสามารถละทิ้งอีกฝ่ายได้เช่นกัน

“แต่โลกไม่ได้ถูกกำหนดโดยอเมริกาและจีนเพียงสองประเทศเท่านั้น ยุโรปยังคงเป็นมหาอำนาจสำคัญ พื้นที่ต่าง ๆ กำลังแย่งชิงอิทธิพล แข่งขันกันในตลาด เทคโนโลยี ทรัพยากร และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ใครจะเป็นผู้กำหนดกฎของเกมนี้”

ด้านอินเดียก็กำลังผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีอำนาจระดับกลางหลายประเทศกำลังแสดงบทบาทเพื่อผลประโยชน์ของตนอย่างแข็งขันมากขึ้น ดังนั้น อำนาจจึงกระจายออกไป

“เราเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจนในระบบการค้าโลก ซึ่งเวลาหลายสิบปีแล้วที่ประเทศต่าง ๆ ลดอุปสรรคทางการค้าและเปิดเศรษฐกิจของตน ภาษีศุลกากรลดลง ห่วงโซ่อุปทานขยายข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกรอบกฎระเบียบร่วมกันผ่านทางองค์การการค้าโลก (WTO) และสถาบันระดับโลกอื่น ๆ บริษัทต่าง ๆ ต่างคิดว่า หากซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่งล้มเหลว ซัพพลายเออร์รายอื่นก็จะเข้ามาแทนที่ได้ง่าย ๆ นั่นคือโลกที่เราเคยรู้จัก ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปแล้ว”

พายุ 3 ลูก ‘โควิด-สงครามยูเครน-ตะวันออกกลางเดือด’ ทุบโลก

วิกฤตการณ์โควิด-19 เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัย ซัพพลายเออร์ที่เคยพึ่งพาได้หยุดส่งสินค้า ทันใดนั้น ทุกคนก็แย่งชิงหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ทางการแพทย์ และวัคซีนกันอย่างวุ่นวาย และอย่างที่จำกันได้ แม้แต่ของใช้พื้นฐานอย่างกระดาษชำระก็เช่นกัน

มาถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย เผยให้เห็นจุดอ่อนอีกประการหนึ่ง นั่นคืออันตรายจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงรายเดียวมากเกินไป ยุโรปรู้สึกถึงเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุดเมื่อรัสเซียตัดการส่งก๊าซ

“ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งเผยให้เห็นจุดอ่อนในด้านพลังงาน อาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ประเทศต่าง ๆ ได้เรียนรู้จากวิกฤตเหล่านี้แล้ว ทำให้ความมั่นคงมีน้ำหนักมากขึ้นในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของพวกเขา”

รัฐบาลต่าง ๆ ใช้การค้า เทคโนโลยี และการลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และความมั่นคง ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาษีศุลกากร เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐได้กำหนดภาษีศุลกากรใหม่ แม้ตอนนี้จะไม่ได้ใช้แล้ว แต่สหรัฐก็หาทางอื่นในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องการกล่าวหาว่ามีการใช้แรงงานบังคับ

ตอนนี้เราทุกคนเห็นพ้องกันว่าไม่ควรมีที่ใดสำหรับแรงงานบังคับ นี่เป็นปัญหาทั่วโลก วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าคือการร่วมมือกันระหว่างประเทศและกำหนดมาตรฐานร่วมกัน ไม่ใช่การเก็บภาษีนำเข้า

เผยเคล็ดลับเจรจาสหรัฐ พ้นข้อกล่าวหาทางการค้า

นอกจากนี้ สหรัฐยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสินค้าจีนที่ถูกส่งผ่านประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐ ในเรื่องนี้ หลักการก็ชัดเจนเช่นกัน มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับการค้าระหว่างประเทศที่กำหนดไว้แล้ว

“คุณไม่สามารถส่งสินค้าผ่านประเทศอื่นด้วยการปกปิดแหล่งที่มาที่แท้จริงได้ สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับทั้งสองประเด็นนี้อย่างจริงจัง เรามีกฎและข้อบังคับที่ชัดเจน เราบังคับใช้กฎเหล่านั้น และเราคาดหวังให้บริษัทที่ดำเนินงานอยู่ที่นี่ปฏิบัติตาม เราจะไม่ยอมให้สิงคโปร์ถูกใช้เป็นช่องทางสำหรับการค้าที่ผิดกฎหมาย หากมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการกระทำผิด เราจะทำการสอบสวนและดำเนินการ

แต่เราต้องยอมรับความจริงด้วยว่าสิงคโปร์สามารถทำอะไรได้บ้าง เราเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการส่งออกต่อ (re-exports) และการขนส่งสินค้าผ่านแดน ซึ่งสินค้าผ่านสิงคโปร์มาจากทั่วทุกมุมโลก เราไม่สามารถติดตามและตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังสินค้าทุกชิ้นที่ผ่านเข้ามาในประเทศของเราได้”

ดังนั้น สิงคโปร์จะยังคงเจรจากับสหรัฐและอธิบายจุดยืนของสิงคโปร์ต่อไป แต่ควรตระหนักถึงความเป็นจริงที่ใหญ่กว่านั้นคือ การค้าไม่ได้เสรีเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

นายหว่องชี้ว่า การค้าไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในส่วนภาษีศุลกากรเป็นเพียงอาการหนึ่งเท่านั้น ที่สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ลึกซึ้งกว่านั้นจากทั่วโลก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังทวีความรุนแรงขึ้น มีความขัดแย้งครั้งใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง

ต้องอยู่ได้แม้โลกเสี่ยงสงครามบานปลาย

แม้ว่าความขัดแย้งเหล่านั้นอาจดูเหมือนอยู่ไกลและแยกจากสิงคโปร์ แต่ความขัดแย้งเหล่านั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่แคบ ๆ เสมอไป มหาอำนาจอื่น ๆ อาจถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องเนื่องจากพันธมิตร ผลประโยชน์ หรือเพียงเพราะเหตุการณ์บีบบังคับ

เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มความเสี่ยง โดรนราคาถูกในปัจจุบันสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ แม้กระทั่งกับกองกำลังที่ทรงพลังกว่ามาก ดังนั้น เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ความเสี่ยงของการคำนวณผิดพลาดหรือบานปลายจึงสูงมาก ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

“ฝ่ายหนึ่งลงมือ อีกฝ่ายตอบโต้ แต่ละฝ่ายคิดว่าตนกำลังป้องกันตนเอง จากทีละขั้นตอน ความขัดแย้งสามารถขยายวงกว้างออกไปไกลเกินกว่าที่ใครตั้งใจไว้แต่แรก ไม่มีใครต้องการสงครามโลกอีก แต่ประวัติศาสตร์เตือนเราว่าสงครามครั้งใหญ่ ๆ มักไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผน มันเกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้”

แม้ทุกคนหวังว่าจะไม่ต้องมาเห็นความขัดแย้งระดับโลกในชั่วชีวิตนี้ แต่ทุกคนไม่สามารถเพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะแรงกดดันเปิดเผยมากขึ้น เช่น การบีบทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงจากต่างชาติ การรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

“นี่คือโลกของเราในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และอันตรายมากกว่าแต่ก่อน และนี่ไม่ใช่การหยุดชะงักชั่วคราว

นี่คือภาวะปกติใหม่ที่สิงคโปร์จะต้องเผชิญและเอาตัวรอดไปอีกหลายปีข้างหน้า”

อาวุธลับคือความไว้วางใจ ‘เมื่อสิงคโปร์ให้คำมั่นสัญญา ก็รักษาสัญญา’

นายหว่องกล่าวว่า การตอบสนองของสิงคโปร์ไม่ใช่การถอยหนีและหันเข้าหาตัวเอง แต่สิงคโปร์ซึ่งประสบความสำเร็จได้ด้วยการเชื่อมต่อและสร้างคุณค่าให้กับโลก ด้วยบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เป็นศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจและการเงิน เชื่อมโยงตลาด เงินทุน บุคลากร และความคิดเข้าด้วยกัน

จุดแข็งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือ ความไว้วางใจ ประเทศต่าง ๆ ไว้วางใจสิงคโปร์ ธุรกิจต่าง ๆ ไว้วางใจสิงคโปร์ นักลงทุนไว้วางใจ เพราะรู้ว่าสิงคโปร์เป็นสถานที่ที่หลักนิติธรรมดำรงอยู่ สถาบันต่าง ๆ แข็งแกร่ง และสัญญาและพันธสัญญาต่าง ๆ ได้รับการเคารพ

มื่อสิงคโปร์ให้คำมั่นสัญญา ก็รักษาสัญญา ในโลกที่ความไว้วางใจหายากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือหนึ่งในจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์

ดังนั้น การสร้างความไว้วางใจนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และกระชับความสัมพันธ์กับทั่วโลก ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ เริ่มแตกแยก แต่สิงคโปร์จะสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง การติดต่อกับพันธมิตรมากขึ้น ทำให้ตัวเองมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสให้แก่ชาวสิงคโปร์มากขึ้น

สำหรับปี 2570 สิงคโปร์จะรับตำแหน่งประธานอาเซียน จึงพร้อมจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเป็นเอกภาพของอาเซียน กระชับความร่วมมือในระดับภูมิภาค และทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมจะเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากภูมิภาค เพื่อนำพันธมิตรที่หลากหลายมารวมกัน สร้างพื้นฐานร่วมกัน และรักษาช่องทางการเจรจาและความร่วมมือให้เปิดกว้าง

สิงคโปร์ไม่สามารถพึ่งพาสภาพแวดล้อมโลกในอดีตได้อีกต่อไป เมื่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น การค้ามีความกระจัดกระจายมากขึ้น และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและงานต่าง ๆ ประเทศต้องเสริมสร้างความยืดหยุ่นของตนเองไปพร้อม ๆ กับการเปิดรับโลกภายนอก