นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 17-22 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าจากการเดินทางในคร้้งนี้บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศนิวซีแลนด์ โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มนักลงทุนจากประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในรูปแบบพันธมิตรซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ร่วมกันในอนาคต
“ความร่วมมือจะครอบคลุมทั้งการเชิญชวนให้นักลงทุนนิวซีแลนด์เข้ามาลงทุนด้านพลังงานทดแทนในประเทศไทย และการเปิดทางให้ บี.กริม เข้าไปร่วมทุนในโครงการพลังงานสะอาดที่ประเทศนิวซีแลนด์ด้วย ซึ่งขณะนี้ จะมีการนัดหารือกับ บริษัทพลังงานในนิวซีแลนด์ในเร็วๆนี้“
นายนพเดชกล่าวต่อว่าหนึ่งในเป้าหมายหลักของการเจรจา คือการนำเข้าและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีขั้นสูงที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยเฉพาะระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid, Transmission & Distribution)
โดยเทคโนโลยีเหล่านี้สอดรับกับทิศทางกลยุทธ์ของ บี.กริม และประเทศไทย ที่กำลังเร่งยกระดับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในอนาคต
นายนพเดช ประเมินด้วยว่าตลาดนิวซีแลนด์คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับ บี.กริม เนื่องจากนิวซีแลนด์ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาพลังงานสะอาดให้ครอบคลุมสัดส่วน 50% ของประเทศ ซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตมหาศาลกว่า 40,000 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนิวซีแลนด์กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังคนและประสบการณ์ของผู้พัฒนาโครงการในท้องถิ่น (Local Developers) ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนผู้พัฒนาโครงการพลังงานทดแทนอย่างหนัก ช่องว่างนี้จึงกลายเป็นโอกาสทองของพันธมิตรระดับนานาชาติที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและโนว์ฮาวอย่าง บี.กริม ในการเข้าไปชิงส่วนแบ่งและขยายฐานการเติบโต
นอกจากนี้นายนพเดช ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยระบุว่าต้องการให้รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันและนำพานักลงทุนไทยออกไปแสวงหาโอกาสในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ทั้งนี้การบูรณาการความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกและแก้ไขอุปสรรคด้านความล่าช้าในขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาต (Regulatory Approvals) จากหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้เอกชนไทยสามารถเดินหน้าโครงการและรับรู้รายได้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป



