‘สศค.’ ยอมรับกังวลพื้นที่ทางการคลังเหลือน้อย หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 หนุนใช้เครื่องมือใหม่ร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน ร่วมกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรัฐวิสาหกิจ-คืนภาษีนิติบุคคล สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดกลุ่มทุนศักยภาพกลับมาลงทุนในไทย
นายสิทธิรัตน์ ดรงคมาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับในอดีตที่ภาครัฐสามารถคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ให้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกู้เงินเข้ามาเพื่อดูแล เยียวยา และพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อประคับประคองไม่ให้เกิดสภาวะที่แย่ลงกว่าในปัจจุบัน
ทั้งนี้ สศค. มองว่า แม้พื้นที่ทางการคลังจะมีจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะปราศจากการลงทุน ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจยังคงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ PPP (Public-Private Partnerships) และการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund (TFF)
โดยการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนเป็นเจ้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เพียงแต่เป็นผลดีในการปลดล็อกข้อจำกัดงบประมาณเท่านั้น แต่ยังส่งผลสำคัญต่อ ประสิทธิภาพของเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงองค์ความรู้ (Knowledge) ทักษะความเชี่ยวชาญ (Know-how) ตลอดจนกลไกการตรวจสอบและร่วมตัดสินใจของภาคเอกชนและประชาชนเข้ามาประยุกต์ใช้ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินมีความคุ้มค่าและนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ เนื่องจากตัวเลขประมาณการสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีในอนาคตนั้น ได้คิดคำนวณและรวมแผนการลงทุนในส่วนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แม้หนี้ในอนาคตอาจปรับสูงขึ้นเล็กน้อย แต่คาดว่าจะยังไม่เกินกรอบเพดานหนี้สาธารณะ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพการคลังให้จับตาปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่ไม่แน่นอน
ใช้รัฐวิสาหกิจนำทางความเชื่อมั่น
นายสิทธิรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐานรัฐวิสาหกิจคือปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยจูงใจให้ผู้ประกอบการในประเทศหันมาลงทุนในไทยอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้ประเทศประสบปัญหาจากการที่ภาคเอกชนไทยมีสภาพคล่องและเงินทุนเหลือใช้ ส่วนใหญ่เลือกขยายการลงทุนในต่างประเทศ
โดยกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ได้เร่งเข้ามาจัดการกระบวนการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพแผนการลงทุนในอนาคตของรัฐวิสาหกิจ เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจและให้คำมั่นกับภาคเอกชนว่า ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานจะไม่ใช่ข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่อการลงทุนในระยะยาวอีกต่อไป
“ถ้าเรามีแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนก็จะเชื่อมั่นว่าโครงสร้างพื้นฐานจะไม่เป็นอุปสรรคหรือว่าเป็นปัญหาในการลงทุนของเขาในอนาคต แล้วเขาจะกล้าวางแผนลงทุนของเขาให้ล้อไปกับแผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ”
คืนภาษีอัดสภาพคล่องนิติบุคคล
นอกเหนือจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว กระทรวงการคลังยังได้ออกดำเนินงานมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคเอกชน โดยจากตัวเลขผลการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลในปีนี้ พบว่า ตัวเลขการคืนอากรและภาษีให้กับเอกชนนั้น ทำได้อย่างรวดเร็วและมีปริมาณเงินคืนสูงกว่าปีก่อนมาก
โดยการเร่งรัดกระบวนการคืนภาษีเงินได้ให้ภาคเอกชนหรือนิติบุคคลนี้ ถือเป็นนโยบายเชิงรุก เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวด้านกระแสเงินสดให้แก่ผู้ประกอบการนำไปดำเนินงานและต่อยอดการผลิต ตลอดจนลงทุนโครงการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดชะงัก
"สำหรับความกังวลว่าการดำเนินนโยบายภาษีลักษณะนี้อาจกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาคการคลัง เรายืนยันว่าปัจจุบันมันอยู่ในวิสัยที่สรรพากรจัดการได้ คือถ้าเราดูสองขาไปพร้อมกัน ขาหนึ่งคือด้านการจัดเก็บรายได้ไม่ให้เป็นภาระเงินคงคลัง อีกขาหนึ่งคือสภาพคล่องเอกชน วันนี้การจัดเก็บรายรัฐ 10 เดือนที่ผ่านมายังเกินเป้าอยู่ 4 หมื่นกว่าล้าน"
ชูแผนการคลังระยะปานกลาง 4 ปี คุมวินัยเคร่งครัด
นายสิทธิรัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก กับการรักษาและปฏิบัติตามกรอบวินัยทางการคลัง พร้อมทั้งวางเป้าหมายที่จะลดการขาดดุลสะสมลงภายใน 4 ปี
ภายใต้แนวทางนี้ กระทรวงการคลังได้วางเป้าหมายการดำเนินงานสำคัญสองด้านคือ การปฏิรูปรายได้ของภาครัฐ และ การปฏิรูปกระบวนการรายจ่าย โดยใช้กลไกหลักของแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Plan) กรอบระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจะเป็นกรอบนโยบายการคลังของรัฐบาลในอนาคต
โดยรายละเอียดของแผนดังกล่าว ระบุเกี่ยวกับการปฏิรูปและทิศทางภาษีที่จะดำเนินการในอีก 4 ปีข้างหน้า รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจอันแน่วแน่ของกระทรวงการคลังที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ในแผนการคลังฉบับล่าสุดนี้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังกลับคืนมา



