‘สภาพัฒน์’ เผยโค้งสุดท้ายก่อนบังคับใช้ ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ 1 ต.ค. 2569 นี้ ยกระดับหลักประกันชีวิตแรงงาน 5.7 ล้านคน ไม่ตกงานมือเปล่า พร้อมจี้รัฐเร่งสร้างการรับรู้ด่วนหลังพบลูกจ้างส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจ
KEY POINTS
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับเงินก้อนเมื่อออกจากงานทุกกรณี
- คาดว่าจะครอบคลุมลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีสวัสดิการอื่นในลักษณะเดียวกัน
- กองทุนฯ ใช้ระบบการจ่ายเงินสมทบร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยในระยะแรกจะอยู่ที่ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง
ในการแถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวถึง ประเด็นสำคัญด้านแรงงานที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งเตรียมความพร้อม คือการบังคับใช้กฎหมาย "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" โดยกองทุนจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
เลขาธิการ สศช. เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนนี้ว่าจะเป็นกลไกเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างหลักประกันทางการเงินขั้นพื้นฐานให้แก่กำลังแรงงานของประเทศ โดยกองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินก้อนให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการลาออก เกษียณอายุ หรือการเลิกจ้าง ซึ่งเปรียบเสมือน “ตาข่ายรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวและเป็นทุนรอนในการเริ่มต้นใหม่ให้แก่แรงงาน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีการจัดสวัสดิการในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบกว่า 107,000 แห่ง คิดเป็น 80.7% ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และจะสามารถช่วยครอบคลุมดูแลลูกจ้างได้มากถึงราว 5.7 ล้านคนทั่วประเทศ
สำหรับกลไกการขับเคลื่อนกองทุนฯ จะเป็นการร่วมส่งเงินสมทบระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยแบ่งอัตราการจ่ายเงินสมทบออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 นายจ้างและลูกจ้างร่วมจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง
และระยะยาวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป กำหนดให้ปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง
นอกจากนี้มีการกำหนดโทษให้นายจ้างที่ไม่ยื่นแสดงแบบรายการ ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนดหรือแจ้งข้อมูลเท็จ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่นำส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบถ้วน ต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่กองทุนในอัตรา 5% ต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม นายดนุชา กล่าวว่าในเรื่องนี้ภาครัฐต้องเร่งมีการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับลูกจ้าง เนื่องจากลูกจ้างจำนวนหนึ่งยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ของกองทุนฯ นี้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของปกป้อง สารบรรณ และคณะ ที่ชี้ว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ในระดับต่ำ ซึ่งความไม่เข้าใจนี้อาจส่งผลให้ลูกจ้างต้องสูญเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับไปอย่างน่าเสียดาย
“ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกองทุนฯ แก่นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายอย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบรองรับการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และมีระบบการกำกับติดตามการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว” นายดนุชา ระบุ





