“นฤตม์” เลขาธิการบีโอไอ หลัง ครม.ต่ออายุในตำแหน่งเลขาธิการอีก 1 ปี เผยใช้กลยุทธ์ “รุก-ลึก-เร็ว” ดึงการลงทุนใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญที่จะสร้างการเติบโตในอนาคตเข้าประเทศไทย
KEY POINTS
- “นฤตม์” เลขาธิการบีโอไอ เปิดใจหลัง ครม.ต่ออายุในตำแหน่งเลขาธิการอีก 1 ปี เผยใช้กลยุทธ์ “รุก-ลึก-เร็ว” ดึงการลงทุนใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญที่จะสร้างการเติบโตในอนาคตเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
- เร่งสร้างความเชื่อมโยงซัปพลายเชนผู้ประกอบการรายใหญ่กับผู้ประกอบการ - เครื่องมือภาษีใหม่ QRTC แทน การลดภาษีนิติบุคคลแบบเดิม เตรียมเสนอ ครม.ในเดือนก.ย.นี้
- ดันประชุม 2 บอร์ดสำคัญเซมิคอนดักเตอร์-EV กำหนดมาตรการสำคัญจูงใจดึงลงทุนเพิ่ม
- พร้อมเดินหน้า Thailand Fastpass ดันการลงทุนจริงปลดล็อกอุปสรรคใบอนุญาตการลงทุน
"นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถือเป็นคีย์แมนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโครงการใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย ด้วยการทำงานที่มุ่งมั่น และเข้มข้น ทั้งการขับเคลื่อนนโยบาย และแก้ไขอุปสรรคให้แก่นักลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั่งเก้าอี้เลขาธิการบีโอไอครบ 4 ปี ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งได้มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุการดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการบีโอไอ" ออกไปอีก 1 ปี เพื่อสานต่อภารกิจสำคัญในช่วงเวลาแห่งโอกาสของประเทศไทย ในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางกระแสการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน
“นฤตม์” ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแผนงาน เป้าหมาย และกลยุทธ์ สำคัญในการทำหน้าที่ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญในช่วงระยะเวลา 1 ปีข้างหน้าว่าจะขับเคลื่อนการทำงานอย่างไรบ้าง
นฤตม์ กล่าวว่า ตอนนี้โอกาสในการดึงเม็ดเงินลงทุนเปิดกว้างมากทั่วโลก คลื่นการลงทุนระลอกใหญ่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือ เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสดีๆ เหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด และก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่นักลงทุนตัดสินใจเลือกเป็นอันดับแรก ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ชนิดที่ไม่มีใครยอมใครในปัจจุบัน โดยได้วางกลยุทธ์ในการทำงานไว้ 3 กลยุทธ์ที่สำคัญคือ “รุก ลึก เร็ว”
เดินเกมรุกดึงอุตสาหกรรมอนาคต
กลยุทธ์แรกคือ “รุก” ถือเป็นการรุกดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย แบ่งออกเป็นสองระดับ ระดับแรกคือ การรุกในเชิงนโยบาย โดยเราได้เน้นไปที่การส่งเสริมการลงทุน ใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต (New Engine for New Economy) ได้แก่
1. อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green Industry) เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนระยะยาว
2. ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่การผลิต ในชิ้นส่วนสำคัญ ที่ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าทุก Segment ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นแบตเตอรี่ (BEV) เท่านั้น แต่ครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้งหมด
3. เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductors & Advanced Electronics)
4. ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI)
5. ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Automation, Robot & Humanoid) ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ถือเป็น Physical AI หรือ AI ทางกายภาพที่เป็นอนาคตของภาคอุตสาหกรรม
6. การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International HQ) เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคในบริษัทระดับโลกที่มีการขยายการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น
นอกจากนั้นการรุกเชิงนโยบายในการดึงการลงทุนยังส่งผ่านการดำเนินการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะ “ทีมไทยแลนด์” เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อพบกับนักธุรกิจ และการลงทุน ทั้งฝรั่งเศส จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเลขาธิการบีโอไอ ระบุว่าการที่ผู้นำประเทศพบปะกับนักลงทุนด้วยตนเองช่วยเพิ่มน้ำหนัก และความเชื่อมั่นให้กับบริษัทต่างชาติ ทำให้การตัดสินใจลงทุนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น โดยบีโอไอจะเดินหน้าโรดโชว์ต่อเนื่องทั้งในระดับรัฐบาล และผ่านสำนักงานต่างประเทศ 18 แห่งของบีโอไอ
เตรียมประชุม 2 บอร์ดสำคัญเร่งมาตรการ
สำหรับเครื่องมือทางภาษี มาตรการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการทางการเงิน ถือเป็นการรุกในอีกระดับโดยเครื่องมือจะใช้ในการ “รุก” เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญเข้ามาลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้วมีการขยายการลงทุนมากขึ้น บีโอไอ ได้มีการปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นโดยเร็วๆ นี้ บีโอไอในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) และคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการทั้งสองชุดเพื่อเร่งกำหนดมาตรการที่สำคัญที่จะดึงการลงทุนสำคัญของทั้งสองอุตสาหกรรมเพิ่มเติม
เนื่องจากในอนาคตมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบเดิมหรือการยกเว้นภาษีจนเป็นศูนย์จะลดความสำคัญลง เนื่องจากกติกาภาษีขั้นต่ำของโลกหรือ Global Minimum Tax ที่กำหนดเก็บภาษีที่ 15% ซึ่งมาตรการนี้เริ่มบังคับใช้แล้ว ทำให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกิน 30,000 ล้านบาทต่อปี หากไม่เสียภาษีในไทยก็ต้องนำส่วนต่างกลับไปจ่ายภาษีที่ประเทศต้นทางอยู่ดี
ชง QRTC เข้า ครม.เดือนก.ย.นี้
บีโอไอจึงเร่งพัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ร่วมกับกระทรวงการคลังเรียกว่ามาตรการภาษี “QRTC” หรือ “Qualifying Refundable Tax Credit” ซึ่งเป็นเครดิตภาษีที่สามารถขอคืนได้ เครื่องมือนี้จะเป็นแต้มเครดิตภาษีที่นำไปใช้จ่ายแทนเงินสดในการชำระภาษี และหากใช้ไม่หมดภายในระยะเวลา 4 ปี สามารถขอรีฟันกลับคืนมาเป็นเงินสดได้
โดยสิทธินี้จะเชื่อมโยงกับรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศที่เราต้องการสนับสนุนโดยตรง เช่น การวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาบุคลากร (Upskill/Reskill) หรือการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน โดยมาตรการนี้ได้รับการแนะนำ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ OECD ซึ่งบีโอไอได้ทำงานต่อเนื่องกับกรมสรรพากร และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะผ่านสภามีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปีหน้า
นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือในการดึงการลงทุนในรูปแบบของ “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ที่จะเน้นการจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อดึงดูดผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักลงทุนหลักที่มีความสำคัญ (Anchor Investor) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ระดับเซลล์ และอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อให้เกิดการจัดตั้งฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้วดึงดูดห่วงโซ่อุปทานรายอื่นๆ ให้ตามเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
เร่งสร้างซัปพลายเชนไทยให้เข้มแข็ง
สำหรับกลยุทธ์ที่ 2 คือ "ลึก" โดยจะเน้นการรักษาความได้เปรียบของประเทศไทยไว้ด้วยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแรงของภาคอุตสาหกรรมไทย เลขาธิการบีโอไออธิบายต่อว่าคำว่า “ลึก” คือ กลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อให้นักลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรมหยั่งรากลึกจากการลงทุน ซึ่งต้องเน้นการเชื่อมโยง และพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ซัปพลายเชน (Supply Chain) โดยต่อยอดจากจุดที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง จากการใช้เวลาสะสมความแกร่งของซัปพลายเชน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยเรามีการพัฒนาชิ้นส่วน และอุปกรณ์ในระดับ Tier 1, Tier 2, Tier 3 มายาวนานกว่า 40-50 ปี ถือเป็นการยึดโยงผู้ผลิตเหล่านี้ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน และต่อยอดซัปพลายเชนเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV และหุ่นยนต์ ที่จะเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
2. ความพร้อมของบุคลากร ในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานฝีมือคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมดั้งเดิม และอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 2 ล้านคน การย้ายฐานการผลิตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักลงทุน เพราะการไปสร้างแรงงานที่มีคุณภาพระดับนี้ในประเทศอื่นทำได้ยาก ดังนั้นเราจึงต้องเร่งรีสกิลคนไทยให้พร้อมรับกับทักษะใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เน้นในเรื่องของการส่งเสริมการสร้างเทคโนโลยี (Technology) โดยส่งเสริมการร่วมพัฒนา และวิจัยเทคโนโลยี (R&D) ระหว่างบริษัทข้ามชาติกับบุคลากรชาวไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
หนุนโครงการ Skill Bridge อัปสกิลบุคลากร
ที่ผ่านมา BOI ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานต่างๆ ผลักดันการสร้างบุคลากรทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ผ่านหลายมาตรการ เช่น มาตรการ Skill Bridge ที่ BOI ให้เงินสนับสนุนสำหรับการ Upskill & Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อีกทั้งปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเริ่มพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Engineering) ในมหาวิทยาลัย 8 แห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ซึ่งปัจจุบัน สจล.ได้เปิดหลักสูตรสาขาวิศวกรรมดาต้าเซนเตอร์ (Data Center Engineering) ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาโทขึ้นเป็นแห่งแรกด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่งในเรื่องบุคลากร คือ สาขาวิศวกรรมการบิน (Aerospace Engineering) โดย Airbus จับมือกับมหาวิทยาลัยในไทย เช่น สจล. และ ม.เกษตรศาสตร์ ทำหลักสูตรปริญญาโทด้านนี้ และกำลังหารือเพิ่มเติมกับจุฬาลงกรณ์ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะธุรกิจของ Airbus ในประเทศไทยโดยเฉพาะ
เดินต่อ Thailand FastPass หนุนลงทุนจริง
สำหรับกลยุทธ์ที่ 3 "เร็ว" นฤตม์ กล่าวว่า ความเร็วคือ หัวใจสำคัญของธุรกิจยุคปัจจุบัน แต่ก่อนการตัดสินใจสร้างโรงงานจนเริ่มผลิตใช้เวลา 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี แต่ปัจจุบันในประเทศจีนสร้างได้ภายในปีเดียว ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะสร้างโรงงานภายใน 6 - 8 เดือนจะต้องเริ่มกระบวนการผลิตได้
บีโอไอจึงได้ผลักดันมาตรการ “Thailand FastPass” ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business)ของนักลงทุนให้รวดเร็ว โดยในปัจจุบันมี 8 หน่วยงานภาครัฐบูรณาการ การทำงานร่วมกันเพื่อลดขั้นตอน และระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ ในเฟสแรก โดยเริ่มนำร่องไปแล้วกับ 25 โครงการ จาก 13 บริษัทสำคัญ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท เกิดเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนจริงในระบบเศรษฐกิจทันทีแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดย Thailand FastPass สามารถช่วยลดขั้นตอน และระยะเวลาการทำงานลงได้ถึง 20-50% ภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่เรากำหนดคือ บริษัทเหล่านี้ต้องมีการลงทุนจริงภายในประเทศไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไข เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเงินจากการลงทุนจริงลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วที่สุด
สำหรับขั้นตอนต่อไปกำลังพิจารณาขยายผลด้วยการดึงเอาใบอนุมัติเฉพาะทางของอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาร่วมในระบบ เช่น ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือใบอนุญาตเฉพาะสำหรับธุรกิจเครื่องเล่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมทุกมิติของการลงทุนจริงต่อไป
ในขณะที่คนในประเทศบางส่วนอาจจะมองข้ามหรือด้อยค่าศักยภาพของเราเอง แต่นักลงทุนต่างชาติเขากลับเชื่อมั่นในประเทศไทยอย่างมาก แทบทุกบริษัทที่เราได้เข้าไปเจรจาต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามั่นใจ และพร้อมที่จะลงทุนในไทย
"สิ่งที่อยากเห็น และมุ่งมั่นทำมาตลอดคือ การทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตข้างหน้าของประเทศ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกร่วมกันว่า ประเทศไทยของเรายังมีโอกาส มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ บริษัทดีๆ เข้ามาลงทุน และมีเรื่องราวดีๆ ที่เป็นความหวังรอเราอยู่อีกมากในอนาคต" นฤตม์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





