วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดใจ ‘นฤตม์’ หลัง ครม.ต่ออายุนั่งเลขาฯบีโอไอ ชูกลยุทธ์ ‘รุก-ลึก-เร็ว’ ดึงอุตฯอนาคตลงทุนไทย

"นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถือเป็นคีย์แมนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโครงการใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย ด้วยการทำงานที่มุ่งมั่นและเข้มข้น ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขอุปสรรคให้แก่นักลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั่งเก้าอี้เลขาธิการบีโอไอครบ 4 ปี ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งได้มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุการดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการบีโอไอ" ออกไปอีก 1 ปี เพื่อสานต่อภารกิจสำคัญในช่วงเวลาแห่งโอกาสของประเทศไทย ในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางกระแสการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

“นฤตม์” ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแผนงาน เป้าหมาย และกลยุทธ์ สำคัญในการทำหน้าที่ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญในช่วงเระยะเวลา 1 ปีข้างหน้าว่าจะขับเคลื่อนการทำงานอย่างไรบ้าง

นฤตม์กล่าวว่าตอนนี้โอกาสในการดึงเม็ดเงินลงทุนเปิดกว้างมากทั่วโลก คลื่นการลงทุนระลอกใหญ่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสดีๆ เหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด และก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่นักลงทุนตัดสินใจเลือกเป็นอันดับแรก ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ชนิดที่ไม่มีใครยอมใครในปัจจุบัน โดยได้วางกลยุทธ์ในการทำงานไว้ 3 กลยุทธ์ที่สำคัญคือ “รุก ลึก เร็ว”

  • เดินเกมรุกดึงอุตสาหกรรมอนาคต

กลยุทธ์แรกคือ “รุก” ถือเป็นการรุกดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย แบ่งออกเป็นสองระดับ ระดับแรกคือการรุกในเชิงนโยบาย โดยเราได้เน้นการไปที่การส่งเสริมการลงทุน ใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต (New Engine for New Economy) ได้แก่

1.อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green Industry) เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนระยะยาว 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่การผลิต ในชิ้นส่วนสำคัญ ที่ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าทุก Segment ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นแบตเตอรี่  (BEV) เท่านั้น แต่ครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้งหมด

3.เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductors & Advanced Electronics) 4.ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI) 5.ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Automation, Robot & Humanoid) ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ถือเป็น Physical AI หรือ AI ทางกายภาพที่เป็นอนาคตของภาคอุตสาหกรรม และ 6.การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International HQ) เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคในบริษัทระดับโลกที่มีการขยายการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น

เปิดใจ ‘นฤตม์’ หลัง ครม.ต่ออายุนั่งเลขาฯบีโอไอ ชูกลยุทธ์ ‘รุก-ลึก-เร็ว’ ดึงอุตฯอนาคตลงทุนไทย

นอกจากนั้นการรุกเชิงนโยบายในการดึงการลงทุนยังส่งผ่านการดำเนินการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะ “ทีมไทยแลนด์” เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อพบกับนักธุรกิจ และการลงทุน ทั้งฝรั่งเศส จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเลขาธิการบีโอไอระบุว่าการที่ผู้นำประเทศพบปะกับนักลงทุนด้วยตนเองช่วยเพิ่มน้ำหนักและความเชื่อมั่นให้กับบริษัทต่างชาติ ทำให้การตัดสินใจลงทุนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น โดยบีโอไอจะเดินหน้าโรดโชว์ต่อเนื่องทั้งในระดับรัฐบาลและผ่านสำนักงานต่างประเทศ 18 แห่งของบีโอไอ

  • เตรียมประชุม 2 บอร์ดสำคัญเร่งมาตรการ 

สำหรับเครื่องมือทางภาษี มาตรการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการทางการเงิน ถือเป็นการรุกในอีกระดับโดยเครื่องมือจะใช้ในการ “รุก” เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญเข้ามาลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้วมีการขยายการลงทุนมากขึ้น บีโอไอได้มีการปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นโดยเร็วๆนี้บีโอไอในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) และคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการทั้งสองชุดเพื่อเร่งกำหนดมาตรการที่สำคัญที่จะดึงการลงทุนสำคัญของทั้งสองอุตสาหกรรมเพิ่มเติม

เนื่องจากในอนาคตมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบเดิมหรือการยกเว้นภาษีจนเป็นศูนย์จะลดความสำคัญลง เนื่องจากกติกาภาษีขั้นต่ำของโลกหรือ Global Minimum Tax ที่กำหนดเก็บภาษีที่ 15% ซึ่งมาตรการนี้เริ่มบังคับใช้แล้ว ทำให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกิน 30,000 ล้านบาทต่อปี หากไม่เสียภาษีในไทยก็ต้องนำส่วนต่างกลับไปจ่ายภาษีที่ประเทศต้นทางอยู่ดี

  • ชง QRTC เข้า ครม.เดือน ก.ย.นี้ 

บีโอไอจึงเร่งพัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ร่วมกับกระทรวงการคลังเรียกว่ามาตรการภาษี “QRTC”  หรือ “Qualifying Refundable Tax Credit” ซึ่งเป็นเครดิตภาษีที่สามารถขอคืนได้ เครื่องมือนี้จะเป็นแต้มเครดิตภาษีที่นำไปใช้จ่ายแทนเงินสดในการชำระภาษี และหากใช้ไม่หมดภายในระยะเวลา 4 ปี สามารถขอรีฟันกลับคืนมาเป็นเงินสดได้

โดยสิทธิ์นี้จะเชื่อมโยงกับรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศที่เราต้องการสนับสนุนโดยตรง เช่น การวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาบุคลากร (Upskill/Reskill) หรือการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน โดยมาตรการนี้ได้รับการแนะนำและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ OECD ซึ่งบีโอไอได้ทำงานต่อเนื่องกับกรมสรรพากร และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะผ่านสภามีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปีหน้า

นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือในการดึงการลงทุนในรูปแบบของ “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ที่จะเน้นการจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อดึงดูดผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักลงทุนหลักที่มีความสำคัญ (Anchor Investor) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ระดับเซลล์ และอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อให้เกิดการจัดตั้งฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้วดึงดูดห่วงโซ่อุปทานรายอื่น ๆ ให้ตามเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

เปิดใจ ‘นฤตม์’ หลัง ครม.ต่ออายุนั่งเลขาฯบีโอไอ ชูกลยุทธ์ ‘รุก-ลึก-เร็ว’ ดึงอุตฯอนาคตลงทุนไทย

  • เร่งสร้างซัพพลายเชนไทยให้เข้มแข็ง

สำหรับกลยุทธ์ที่ 2 คือ "ลึก"  โดยจะเน้นการรักษาความได้เปรียบของประเทศไทยไว้ด้วยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแรงของภาคอุตสาหกรรมไทย เลขาธิการบีโอไออธิบายต่อว่าคำว่า “ลึก” คือกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อให้นักลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรมหยั่งรากลึกจากการลงทุน ซึ่งต้องเน้นการเชื่อมโยงและพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.ซัพพลายเชน (Supply Chain) โดยต่อยอดจากจุดที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง จากการใช้เวลาสะสมความแกร่งของซัพพลายเชน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยเรามีการพัฒนาชิ้นส่วน และอุปกรณ์ในระดับ Tier 1, Tier 2, Tier 3 มายาวนานกว่า 40-50 ปี ถือเป็นการยึดโยงผู้ผลิตเหล่านี้ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน และต่อยอดซัพพลายเชนเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV และหุ่นยนต์ ที่จะเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

2.ความพร้อมของบุคลากร ในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานฝีมือคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 2 ล้านคน การย้ายฐานการผลิตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักลงทุน เพราะการไปสร้างแรงงานที่มีคุณภาพระดับนี้ในประเทศอื่นทำได้ยาก ดังนั้นเราจึงต้องเร่งรีสกิลคนไทยให้พร้อมรับกับทักษะใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เน้นในเรื่องของการส่งเสริมการสร้างเทคโนโลยี (Technology) โดยส่งเสริมการร่วมพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยี (R&D) ระหว่างบริษัทข้ามชาติกับบุคลากรชาวไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

  • หนุนโครงการ Skill Bridge อัพสกิลบุคลากร 

ที่ผ่านมา BOI ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานต่างๆ ผลักดันการสร้างบุคลากรทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ผ่านหลายมาตรการ เช่น มาตรการ Skill Bridge ที่ BOI ให้เงินสนับสนุนสำหรับการ Upskill & Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อีกทั้งปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเริ่มพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Engineering) ในมหาวิทยาลัย 8 แห่ง เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ซึ่งปัจจุบัน สจล.ได้เปิดหลักสูตรสาขาวิศวกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Engineering) ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาโทขึ้นเป็นแห่งแรกด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่งในเรื่องบุคลากร คือ สาขาวิศวกรรมการบิน (Aerospace Engineering) โดย Airbus จับมือกับมหาวิทยาลัยในไทย เช่น สจล. และ ม.เกษตรศาสตร์ ทำหลักสูตรปริญญาโทด้านนี้ และกำลังหารือเพิ่มเติมกับจุฬาลงกรณ์ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะธุรกิจของ Airbus ในประเทศไทยโดยเฉพาะ

  • เดินต่อ Thailand FastPass หนุนลงทุนจริง 

สำหรับกลยุทธ์ที่ 3 "เร็ว" นฤตม์กล่าวว่าความเร็วคือหัวใจสำคัญของธุรกิจยุคปัจจุบัน แต่ก่อนการตัดสินใจสร้างโรงงานจนเริ่มผลิตใช้เวลา 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี แต่ปัจจุบันในประเทศจีนสร้างได้ภายในปีเดียว ส่วนสวิตเซอร์แลนด์และเกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะสร้างโรงงานภายใน 6 - 8 เดือนจะต้องเริ่มกระบวนการผลิตได้

เปิดใจ ‘นฤตม์’ หลัง ครม.ต่ออายุนั่งเลขาฯบีโอไอ ชูกลยุทธ์ ‘รุก-ลึก-เร็ว’ ดึงอุตฯอนาคตลงทุนไทย

บีโอไอจึงได้ผลักดันมาตรการ “Thailand FastPass” ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business)ของนักลงทุนให้รวดเร็ว โดยในปัจจุบันมี 8 หน่วยงานภาครัฐบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ ในเฟสแรก โดยเริ่มนำร่องไปแล้วกับ 25 โครงการ จาก 13 บริษัทสำคัญ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท เกิดเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนจริงในระบบเศรษฐกิจทันทีแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดย Thailand FastPass สามารถช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานลงได้ถึง 20-50% ภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่เรากำหนดคือ บริษัทเหล่านี้ต้องมีการลงทุนจริงภายในประเทศไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไข เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเงินจากการลงทุนจริงลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วที่สุด

สำหรับขั้นตอนต่อไปกำลังพิจารณาขยายผลด้วยการดึงเอาใบอนุมัติเฉพาะทางของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้ามาร่วมในระบบ เช่น ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือใบอนุญาตเฉพาะสำหรับธุรกิจเครื่องเล่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมทุกมิติของการลงทุนจริงต่อไป

"ในขณะที่คนในประเทศบางส่วนอาจจะมองข้ามหรือด้อยค่าศักยภาพของเราเอง แต่นักลงทุนต่างชาติเขากลับเชื่อมั่นในประเทศไทยอย่างมาก แทบทุกบริษัทที่เราได้เข้าไปเจรจาต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามั่นใจและพร้อมที่จะลงทุนในไทย สิ่งที่อยากเห็นและมุ่งมั่นทำมาตลอด คือการทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตข้างหน้าของประเทศ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกร่วมกันว่า ประเทศไทยของเรายังมีโอกาส มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ บริษัทดีๆเข้ามาลงทุน และมีเรื่องราวดีๆที่เป็นความหวังรอเราอยู่อีกมากในอนาคต"นฤตม์ กล่าว