วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

จับตา 8 ก.ย. นี้! รับฟังความคิดเห็นร่าง PDP 2026 ปรับใหญ่ดันไฟสะอาด รับ Data Center

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวในงานสัมมนา “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ในหัวข้อ “ส่องแผนพลังงานไทย : สู่เป้าหมาย Net Zero” จัดโดย "มติชน" ว่า การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 ใช้เวลาค่อนข้างนาน 

ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สถานการณ์เศรษฐกิจ ตลอดจนปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้สมมติฐานและเงื่อนไขที่ใช้ในการจัดทำแผนต้องมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะตกผลึกเป็นแผนฉบับปัจจุบัน

สำหรับกระบวนการจัดทำ PDP 2026 มีการเปิดให้บุคคลภายนอกและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบกระบวนการจัดทำแผน โดยพิจารณาทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงนโยบาย รวมถึงมีการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำ PDP ประมาณ 22 ครั้ง ขณะนี้กระบวนการจัดทำแผนได้ตกผลึกแล้ว และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ PDP 2026 ในวันที่ 8 ก.ย. 2569

PDP ใหม่ไม่ใช่แค่ “แผนหาไฟ”

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ PDP เป็นแผนจัดหาไฟฟ้าของภาครัฐ แต่ระบบไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก โดยผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อไฟจากระบบอีกต่อไป แต่สามารถติดตั้งโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง สามารถติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน และในอนาคตสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ทำให้ระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ที่ภาครัฐเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าและผู้บริโภคเป็นเพียงผู้ซื้อไฟ กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

“การจัดหาภาครัฐแบบเดิม เราเน้นเรื่องความมั่นคงกับราคา แล้วก็ใช้ฟอสซิลเป็นหลัก” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม โจทย์ของระบบไฟฟ้าไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงเรื่อง ความมั่นคงและราคาค่าไฟฟ้า แต่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นแกนสำคัญของ PDP 2026

CBAM–NDC 3.0 บีบธุรกิจต้องใช้ไฟสะอาด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาคือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก สินค้าไทยจึงจำเป็นต้องตอบโจทย์เรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น

ดังนั้น พลังงานสะอาดจะไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย

ขณะที่ประเทศไทยมีความเข้มข้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นผ่าน NDC 3.0 ซึ่งจะส่งผลต่อภาคธุรกิจในวงกว้าง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยเฉพาะการวัดและบริหารจัดการคาร์บอน หากไม่สามารถปรับตัวได้ จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น

“Green Demand” โจทย์ใหม่ของ PDP

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ Green Demand หรือความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาคเอกชนจำนวนมากต้องการให้ระบบไฟฟ้าของประเทศสามารถจัดหาพลังงานสะอาดให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกับตลาดโลก ซึ่งจำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์

ดังนั้น PDP 2026 จึงต้องออกแบบให้รองรับทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการซื้อไฟจากระบบของภาครัฐ และกลุ่มเอกชนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าด้วยตัวเอง เช่น การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA

Data Center–AI ดันดีมานด์ไฟฟ้ารอบใหม่

อีกโจทย์ใหญ่คือ New Demand โดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจ Data Center และเทคโนโลยี AI ซึ่งจะกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า จากการประเมินในกรณี High Case ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center อาจสูงถึงประมาณ 8,800 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ Data Center บางส่วนอาจเลือกใช้รูปแบบ Direct PPA เพื่อจัดหาพลังงานสะอาดโดยตรง ขณะที่บางส่วนยังจำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากระบบหลัก เนื่องจาก Data Center ต้องการความมั่นคงของไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน หรือ 24/7

ประเด็นดังกล่าวทำให้ PDP 2026 ต้องมองทั้งการเตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่และการบริหารระบบให้สามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงและต่อเนื่อง

Prosumer เปลี่ยนผู้ซื้อไฟเป็น “ผู้เล่น” ในระบบ

ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้าก็เปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะมี Prosumer หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผู้ใช้ไฟสามารถติดตั้งโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Behind the Meter เพื่อกักเก็บไฟฟ้า และลดการซื้อไฟจากระบบในช่วงที่มีความต้องการสูง

นอกจากนี้ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้น และในอนาคต EV ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานที่สามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้

จากระบบรวมศูนย์ สู่ระบบไฟฟ้าแบบ “สองทาง”

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า หากมองระบบไฟฟ้าแบบเดิม จะเน้นความมั่นคงของระบบและการมี Reserve Margin ในระดับที่เหมาะสม ระบบโครงข่ายเป็นแบบรวมศูนย์ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และผู้ใช้ไฟฟ้าเป็น Passive Consumer คือซื้อไฟจากระบบเพียงอย่างเดียว

แต่ PDP 2026 จะเปลี่ยนวิธีคิด โดยมองระบบไฟฟ้าให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

พลังงานหมุนเวียน (RE) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมเข้ามามากขึ้น ความท้าทายสำคัญคือพลังงานดังกล่าวมีความผันผวนตามสภาพอากาศ จึงจำเป็นต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ เข้ามาช่วยทำให้สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังต้องมีเทคโนโลยี Low Carbon Technology ที่เป็น Firm Capacity เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบ โดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทในฐานะเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Fuel

Smart Grid หัวใจรับพลังงานกระจายตัว

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้ายุคใหม่คือ Smart Grid ซึ่งจะเข้ามารองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้ระบบไฟฟ้าสามารถสื่อสารแบบสองทาง เปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบมากขึ้น

Smart Grid จะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน การติดตั้งแบตเตอรี่ รวมถึงการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“แผน PDP ฉบับใหม่ 2026 เรามองครบทุกด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เป็นพลังงานหลัก (Firm) อย่างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ เพื่อให้จ่ายไฟได้แบบตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน รวมถึงต้องพิจารณาเรื่องความเสถียรของระบบไฟฟ้า และ Smart Grid” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

เปลี่ยน Passive Consumer สู่ Active Consumer

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการคือบทบาทของภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้า จากเดิมที่เป็น Passive Consumer จะเปลี่ยนเป็น Active Consumer ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบไฟฟ้ามากขึ้น

ดังนั้น หลักคิดของ PDP 2026 จึงไม่เหมือนกับการจัดทำแผนในอดีต การวางแผนจะต้องมีความยืดหยุ่น แต่ในขณะเดียวกันต้องรักษาความมั่นคงของระบบไว้ตลอดเวลา เพราะระบบไฟฟ้าไม่สามารถปล่อยให้เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้างได้

เกณฑ์การวัดความมั่นคงของระบบจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะ Reserve Margin เท่านั้น แต่จะนำค่า Loss of Load Expectation (LOLE) มาใช้เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าด้วย เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่ระบบจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม

เปิดทาง SMR 9,000 เมกะวัตต์-ไฮโดรเจนหลังปี 2040

สำหรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้า นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า มีทั้ง Small Modular Reactor (SMR), Hydrogen และ Carbon Capture and Storage (CCS)

สำหรับ SMR มีการวางเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน โดยจะเริ่มต้นจากประมาณ 300 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นการทดลองและเรียนรู้เทคโนโลยี ก่อนขยายสู่ระดับที่มากขึ้นในอนาคต

ส่วนไฮโดรเจนคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทในระบบไฟฟ้าหลังปี 2040 ขณะที่ CCS จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนของระบบพลังงาน และมีความสำคัญต่อการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย

“การที่ประเทศจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero นั้น เทคโนโลยี CCS มีความสำคัญ และถูกระบุไว้ในแผนระยะยาวในการลดเรื่องของก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

3 ทางเลือกหลังปี 2580 เดิมพันโครงสร้างไฟไทย

สำหรับเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero PDP 2026 จะกำหนดกรอบให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นโรงไฟฟ้าฐานประมาณ 11% และอีก 24% จะเป็นส่วนที่เปิดให้มีทางเลือกในการกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

สำหรับ 24% ดังกล่าว PDP 2026 วางไว้ 3 ทางเลือก ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 : CCS สัดส่วนสูง เน้นการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมาใช้ในสัดส่วนสูง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า และรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

ทางเลือกที่ 2 : Renewable Energy เป็นหลัก เน้นการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มี CCS ซึ่งมีโอกาสทำให้สัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 90% ในระยะยาว แต่ต้องแลกกับความท้าทายและความเสี่ยงด้านความมั่นคงของระบบ พื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการ ระบบสายส่ง และเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก

ทางเลือกที่ 3 : Hybrid เป็นแนวทางผสมผสานระหว่าง CCS และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลดคาร์บอนกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

ทั้ง 3 ทางเลือกจะมีแนวทางร่วมกันไปจนถึงปี 2580 แต่หลังจากปี 2580 ไปจนถึงปี 2593 หรือ 2050 ประเทศจะต้องตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาทั้งด้านเทคนิค ความเสี่ยงของระบบ และที่สำคัญคือ ภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องรับ

VPP–DR–DER ตัวช่วยบริหารไฟยุคใหม่

นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตแล้ว PDP 2026 ยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ไปสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว หรือ Distributed Generation

เครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาท ได้แก่ Virtual Power Plant (VPP), Demand Response (DR) และ Distributed Energy Resources (DER) รวมถึงโซลาร์และแบตเตอรี่แบบ Behind the Meter

VPP จะช่วยรวบรวมแหล่งผลิตและแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากให้สามารถบริหารจัดการเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ขณะที่ Demand Response จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ไฟตามสถานการณ์ของระบบ

ส่วน DER จะรองรับการกระจายตัวของแหล่งผลิตไฟฟ้า โดยมีโซลาร์ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้า

ในอนาคต EV ยังสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการพลังงานได้ด้วย

กำลังผลิตพุ่ง 2 แสน เมกะวัตต์ แม้ดีมานด์โตไม่มาก

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า แม้ภาพรวมความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงมาก แต่กำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผนกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากเดิมที่แผนมีขนาดกำลังผลิตประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากระบบจำเป็นต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สาเหตุที่ต้องมีกำลังผลิตติดตั้งสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก เนื่องจากพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังตลอดเวลา โดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น ปริมาณแสงแดดและความเร็วลม

จึงอาจเกิดภาวะ Energy Not Served หรือมีพลังงานที่ไม่สามารถนำมาให้บริการแก่ระบบได้เต็มที่จากข้อจำกัดของธรรมชาติและโครงสร้างระบบ ทำให้การวางแผนกำลังผลิตจำเป็นต้องมองมากกว่าตัวเลข Demand เพียงอย่างเดียว

พลังงานสะอาดแตะ 90% แต่ต้องแลกด้วยต้นทุน

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องเดินหน้าลดคาร์บอนในระดับที่เข้มข้นขึ้น

“การลดคาร์บอนเข้มข้นมาก ถามว่ายากไหม ยากมาก แต่เมื่อประเทศมอบโจทย์มาแล้ว เราก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็คงจะต้องมีการลงทุนอีกเยอะพอสมควร” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนใน PDP 2026 คือการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยหลังปี 2580 หรือ 2037 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 49% ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 65% ภายใต้กรอบการเปลี่ยนผ่าน และมีโอกาสเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 90% ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มพลังงานสะอาดไม่ได้หมายความว่าระบบไฟฟ้าจะสามารถตัดเชื้อเพลิงฟอสซิลออกทั้งหมดในทันที โดยระบบยังจำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันจะเพิ่มบทบาทของโซลาร์ ลม รวมถึงมีโอกาสพัฒนา Offshore Wind ตลอดจนแบตเตอรี่ SMR และ CCS

PDP 2026 วางภาพไกลถึงปี 2050

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า PDP 2026 จะเข้ามาแทนที่ PDP 2018 Revision 1 และมีการวางภาพการพัฒนาระบบไฟฟ้าในระยะยาว ตั้งแต่ปี 2580 หรือ 2037 ไปจนถึงปี 2050 เพื่อให้ประเทศสามารถเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าได้ชัดเจนขึ้น

หลังจากแผนได้รับการประกาศใช้ จะมีการติดตามและมอนิเตอร์เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาระบบไฟฟ้าสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีลดคาร์บอน

เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจัดทำตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างระบบไฟฟ้าใหม่ ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนสูง และเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าและภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ท้ายที่สุด PDP 2026 จะเป็นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศในระยะต่อไป โดยระบบไฟฟ้าไทยจะไม่ได้มีเพียงโรงไฟฟ้าและสายส่งแบบเดิม แต่จะประกอบด้วยพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ Smart Grid VPP Demand Response DER Prosumer EV รวมถึงเทคโนโลยี SMR ไฮโดรเจน และ CCS เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการลดการปล่อยคาร์บอน

และเมื่อ PDP 2026 ถูกประกาศใช้ เทคโนโลยีและโครงสร้างดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานของประเทศ เพื่อพาระบบไฟฟ้าไทยเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่และรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ในระยะยาว