ท่ามกลางทิศทางการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของโลกและแรงผลักดันจากนโยบายพลังงานสะอาดของไทย ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ล่าสุด TCP ส่งสัญญาณรุกธุรกิจพลังงานสะอาด เตรียมขยายการลงทุนสู่ “โซลาร์เซลล์-โซลาร์ฟาร์ม” พร้อมเดินหน้าหารือพันธมิตรหลายราย หวังต่อยอดสู่หนึ่งในเครื่องยนต์การลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ Energy Transition
นายพงศ์สรร นิพัทธ์นิธิเมธ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและพันธมิตร บริษัท ทีพีซี กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TCP เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจ โซลาร์เซลล์และโซลาร์ฟาร์ม เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น โดยมองว่าพลังงานแสงอาทิตย์สามารถตอบโจทย์ทั้งการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคธุรกิจ รวมถึงการบริหารจัดการด้านการปล่อยคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต
ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของรัฐบาล และเป็นหนึ่งใน 6 เสาหลักยุทธศาสตร์การลงทุน (Six Investment Pillars) ที่บริษัทกำหนดไว้ โดยเฉพาะเสาหลักด้าน Energy Transition ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
ปัจจุบัน TCP อยู่ระหว่างการหารือกับบริษัทหลายแห่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโซลาร์เซลล์และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนและพัฒนาธุรกิจ โดยยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่ารูปแบบธุรกิจและพันธมิตรรายใดมีความเหมาะสมกับทิศทางของบริษัทมากที่สุด
มองตลาดโซลาร์ไทยโตแบบขั้นบันได
สำหรับตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย นายพงศ์สรร กล่าวว่า บริษัทประเมินว่าตลาดยังอยู่ในช่วงของการเติบโต และมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก สะท้อนจากการหารือกับพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินตรงกันว่าตลาดมีแนวโน้มเติบโตในลักษณะ “ขั้นบันได” แม้ระดับการเติบโตของแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกัน
ดังนั้น TCP จึงให้ความสำคัญกับการศึกษารูปแบบธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้มองเพียงโอกาสในการเติบโตของตลาด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าธุรกิจของพันธมิตรรายใดสามารถเข้ามาเสริมจุดแข็งของ TCP และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การลงทุนของบริษัทได้อย่างแท้จริง
“ตลาดโซลาร์ในประเทศไทยอยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต จากการหารือกับพันธมิตรหลายราย ส่วนใหญ่ระบุชัดว่ามีการเติบโตแบบขั้นบันได จะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไป ซึ่งบริษัทเองต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าธุรกิจของบริษัทใดเหมาะกับของบริษัทอย่างแท้จริง”
นายพงศ์สรร กล่าวว่า การที่ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนมากเข้ามาดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโซลาร์ ถือเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาด เพราะสะท้อนถึงความต้องการและโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดย TCP ไม่ได้วางบทบาทของตัวเองในการเข้าไปเป็นผู้แข่งขันรายหนึ่งในตลาด แต่ต้องการเข้ามาในฐานะ “นักลงทุน” ที่ช่วยสนับสนุนให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้น
โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐกำลังผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
ชู 3 จุดแข็งต่อยอดลงทุนพลังงานสะอาด
สำหรับจุดแข็งของ TCP ในการต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด ประกอบด้วย ฐานธุรกิจเดิม โครงข่ายในต่างประเทศ และเงินทุนระยะยาว ซึ่งบริษัทมองว่าสามารถนำมาใช้สนับสนุนการลงทุนในธุรกิจใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกพันธมิตรจะไม่ได้พิจารณาจากศักยภาพทางธุรกิจหรือผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับ TCP และอยู่ภายใต้กรอบ 6 เสาหลักยุทธศาสตร์การลงทุนของบริษัท
ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่จะเข้ามาร่วมลงทุนจะต้องตอบโจทย์ในมิติของ สังคมและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการสร้างผลประกอบการให้เติบโตเท่านั้น
“บริษัทมีจุดแข็งทั้งเรื่องรากฐานทางธุรกิจเดิม โครงข่ายต่างประเทศ และเงินทุนในระยะยาว โดยพันธมิตรที่จะร่วมธุรกิจกับบริษัทจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน และอยู่ใน 6 เสาหลักของแผนการลงทุนของบริษัท แต่นอกเหนือไปจากนี้ ธุรกิจดังกล่าวต้องตอบให้ได้ว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ไม่ใช่แค่ผลประกอบการที่เติบโตเพียงอย่างเดียว”
TCP วาง 6 เสาหลักลงทุนสร้าง Well-being Economy
นางสาวจรรย์จิรา พนิตพล ผู้อำนวยการสูงสุด สำนักงานส่วนกลางประเทศไทย TCP กล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทอยู่ภายใต้แนวคิด “The Well-being Economy : A New Role for Business Beyond Sustainability” ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องการเชื่อมโยงการเติบโตของธุรกิจกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองของ TCP ที่เห็นว่าบทบาทของภาคธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ดังนั้น การสร้างการเติบโตทางธุรกิจจึงไม่ควรมองเฉพาะผลตอบแทนทางการเงิน แต่ต้องพิจารณาถึงคุณค่าที่ธุรกิจและเงินทุนสามารถสร้างให้กับ ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว TCP กำหนด 6 เสาหลักยุทธศาสตร์การลงทุน (Six Investment Pillars) เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการลงทุน ประกอบด้วย
สุขภาวะและการศึกษา (Well-being & Education) มุ่งสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้คนผ่านการศึกษา
สภาพภูมิอากาศและธรรมชาติ (Climate & Nature) สนับสนุนธุรกิจและการลงทุนที่ช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศและธรรมชาติ
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) มุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาการลงทุนในธุรกิจโซลาร์เซลล์และโซลาร์ฟาร์ม
ระบบอาหาร (Food Systems) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสามารถตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดของเสียผ่านแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิต (Human Construct) มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและการเติบโตของผู้คน
ทั้ง 6 เสาหลักไม่ได้แยกออกจากกัน แต่มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยถูกวางให้เป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนของ TCP เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก และร่วมวางรากฐานไปสู่ “เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ” (Well-being Economy)
เปลี่ยนมุมลงทุน จากผลตอบแทนสู่ผลกระทบ
นางสาวจรรย์จิรา กล่าวว่า TCP เชื่อว่าเป้าหมายของการพัฒนาธุรกิจในยุคใหม่ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างกำไรหรือผลตอบแทนทางการเงิน แต่ต้องมองถึงผลกระทบที่ธุรกิจสามารถสร้างต่อผู้คนและสังคมในวงกว้าง
“บริษัทเชื่อว่าบทบาทของภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงตามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น การสร้างการเติบโตจึงไม่ควรมองเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่ต้องคำนึงถึงคุณค่าที่ธุรกิจและเงินทุนสามารถสร้างให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”
แนวคิดดังกล่าวทำให้การลงทุนของ TCP ในธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ไม่ได้มองเพียงศักยภาพในการสร้างรายได้ แต่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับผลกระทบเชิงบวกที่จะเกิดขึ้น
โซลาร์ จุดเชื่อมธุรกิจ-สิ่งแวดล้อม
การเตรียมเข้าสู่ธุรกิจโซลาร์เซลล์และโซลาร์ฟาร์มจึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำกรอบ Energy Transition มาสู่การลงทุนในเชิงปฏิบัติ เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์มีศักยภาพในการตอบโจทย์ทั้งการบริหารต้นทุนพลังงานและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจ
ในมุมของ TCP การลงทุนดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางของตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ขณะที่ภาคธุรกิจต้องรับมือกับต้นทุนพลังงาน ความต้องการลดการปล่อยคาร์บอน และแรงกดดันจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ TCP จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาโมเดลการลงทุนที่เหมาะสม โดยเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจโซลาร์ และมีวิสัยทัศน์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน มากกว่าการสร้างธุรกิจขึ้นมาแข่งขันกับผู้ประกอบการเดิมในตลาด
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนภาพการลงทุนของ TCP ที่ต้องการใช้เงินทุนและเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในอนาคต
จาก Sustainability สู่ Well-being Economy
ทั้งนี้ แนวคิด Well-being Economy ของ TCP ยังเป็นการขยับกรอบความคิดจาก “ความยั่งยืน” ไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปพร้อมกัน โดยมีความยั่งยืนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ
TCP มองว่าเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะคือสภาวะที่ทุกชีวิตสามารถเติบโตและมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ Flourishing ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ เงินทุน สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ดังนั้น การลงทุนในอนาคตจึงต้องตอบคำถามมากกว่าว่า “ธุรกิจนี้ทำกำไรได้หรือไม่” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ธุรกิจดังกล่าวสร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร และสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวได้หรือไม่
สำหรับ TCP การเข้าสู่ธุรกิจโซลาร์จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานที่กำลังเติบโต แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาว ภายใต้เป้าหมายที่จะเชื่อมโยง “ผลตอบแทนทางธุรกิจ” เข้ากับ “ผลกระทบเชิงบวก” และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม



