วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

กรมชลฯ กวาดน้ำเหนือลงสิริกิติ์ ชูมาตรการรับมือฝนรอบใหม่

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกหนักช่วงกลางเดือนสิงหาคม โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำในจุดเสี่ยงสำคัญ พร้อมสั่งการหน่วยงานทั่วประเทศเตรียมรับมือปริมาณฝนช่วงปลายเดือนอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรให้น้อยที่สุด

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงภาพรวมของสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่า จากที่ได้มีฝนตกหนักเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผล หลายพื้นที่ในจังหวัดน่านได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้เข้าสู่ระยะการฟื้นฟูแล้ว และมวลน้ำกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตรได้ไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์เรียบร้อยแล้ว

ส่วนพื้นที่จังหวัดสุโขทัยยังคงมีการเฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่พยายามควบคุมการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ไม่ให้เกิน 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นจุดที่เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี สำหรับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำอยู่ที่ 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการวิเคราะห์คาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านจะอยู่ที่ประมาณ 700 ถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้และไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำด้วยการระบายน้ำออกทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของลำน้ำเป็นหลัก เพื่อกระจายมวลน้ำและป้องกันความเสียหายในพื้นที่ลุ่มต่ำด้วย

สำหรับการประกาศแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่แจ้งให้มีการเฝ้าระวังปริมาณฝนตกในพื้นที่หลายจังหวัดในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้นั้น ล่าสุด ได้สั่งการและกำชับให้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวัง และคาดการณ์เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วยการติดตาม การแจ้งเตือน และการช่วยเหลือ ที่ต้องเป็นไปอย่างทันท่วงที และให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทานยังระบุด้วยว่า สำหรับความสามารถในการรับน้ำของอ่างเก็บน้ำและเขื่อนของกรมชลประทานในขณะนี้ยังสามารถรับน้ำได้อีกกว่าร้อยละ 60 ซึ่งคาดว่าเพียงพอต่อการกักเก็บในช่วงฤดูฝนนี้ 

       แม้ภาพรวมการระบายน้ำในลุ่มน้ำสายหลักอย่างแม่น้ำยมและเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ และเขื่อนทั่วประเทศยังคงมีศักยภาพในการรองรับน้ำฝนได้อีกมากกว่าร้อยละ 60 แต่การปฏิบัติตาม 3 มาตรการสำคัญ ทั้งการติดตาม แจ้งเตือน และช่วยเหลือ ยังคงเป็นหัวใจหลักในการป้องกันความเสียหายแก่พื้นที่ลุ่มต่ำตลอดช่วงฤดูฝนนี้