การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประเทศไทยกำลังเห็นสัญญาณการลงทุนที่ขยับเข้าสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการลงทุนใน Data Center แต่ขยายไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ระบบทำความเย็น เทคโนโลยีการผลิต และโลจิสติกส์
นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งในอาเซียนแข่งขันดึง FDI เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซียเร่งดึงบริษัทข้ามชาติให้ย้ายฐานการผลิต
ในขณะที่ไทยมีจุดแข็งจาก Industrial Ecosystem ประกอบด้วยฐานอุตสาหกรรมเดิม ซัพพลายเชนและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนรายใหม่ต่อยอดธุรกิจได้ทันทีไม่ต้องเริ่มสร้างซัพพลายเชน
สำหรับโจทย์ ไทยไม่อยู่เพียงการดึง Data Center หรือบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มาตั้งฐาน แต่ต้องดึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบระบายความร้อน ระบบพลังงาน ระบบอัตโนมัติ โลจิสติกส์และบริการสนับสนุน
“ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมกำลังปรับตัวรับโครงสร้าง FDI รูปแบบใหม่ โดยเน้นพื้นที่พร้อมใช้งาน มีระบบสาธารณูปโภคและไฟฟ้ารองรับ รวมถึงเชื่อมโยงผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรม”
ผนึก 3 ทุนใหญ่ ทุ่มกว่า 2 หมื่นล้านบาท
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอารยะ พัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจร ภายใต้แนวคิด Industrial-Tech Ecosystem โดยร่วมทุน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด
สำหรับการพัฒนามีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 4,600 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด กม.32 จ.สมุทรปราการ โดยเป็น Gateway เชื่อมกรุงเทพฯ กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบังและโครงข่ายคมนาคมหลัก
ทั้งนี้ แบ่งการพัฒนาเป็น 6 โซน ได้แก่ Industrial Tech Campus, ARAYA Industrial & Logistics Hub, ARAYA Industrial Estate, Lifestyle & Amenities, Community Services Centre และ Residential Project ครอบคลุมพื้นที่ 7.41 ล้านตารางเมตร
สำหรับ Industrial Tech Campus ถูกออกแบบสำหรับบริษัทอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม R&D และ Data Center ขณะที่ ARAYA Industrial & Logistics Hub รองรับธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า
ส่วน ARAYA Industrial Estate รองรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และอยู่ในพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนตามนโยบายภาครัฐ
“เทราคูล” เช่าเต็ม 100% พร้อมเปิดบริการ
นอกจากนี้ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอารยะ เฟสที่ 1 มีพื้นที่รวม 21,091 ตารางเมตร และได้ตอบรับจากบริษัท เทราคูล เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด (TeraCule Technology) ผู้ผลิตระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว สำหรับ Data Center ได้เช่าพื้นที่เต็ม 100% ในฐานะผู้เช่ารายแรกของโครงการ เตรียมเปิดดำเนินงานเดือน ก.ย.2569
ทั้งนี้ การเข้ามาตั้งฐานใน ARAYA สะท้อนการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ในไทย จากเดิมที่การลงทุนถูกมองผ่าน Data Center เป็นหลักไปสู่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่อยู่ใน Ecosystem รอบ Data Center มากขึ้น
จ่อขยายเฟส 2 อีก 2 หมื่น ตร.ม.
นางสาวกมลกาญจน์ กล่าวว่า หลังเฟสแรกได้รับการเช่าเต็ม บริษัทเตรียมขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ARAYA อีก 20,000 ตารางเมตร หรือ 4 อาคาร ในเฟส 2 ภายใต้รูปแบบ Hybrid Ready-Built Factory & Warehouse เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่
ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายเน้น Advanced Electronics เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาเจรจาพื้นที่เช่า
ดังนั้น ไม่ได้วางตำแหน่งโครงการให้เติบโตจาก Data Center เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการขยายฐานไปสู่ Business Ecosystem ที่สามารถรองรับบริษัทข้ามชาติได้ครบวงจร ตั้งแต่ Manufacturing, Research & Development (R&D), Logistics ไปจนถึงพื้นที่สำหรับบุคลากรในลักษณะ Business Campus
“แม้กระแส AI จะเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในไทยเพิ่มขึ้น แต่โอกาสของไทยไม่จำกัด ที่การเป็นสถานที่ตั้ง Data Center เท่านั้น หากยังครอบคลุม Supply Chain ทั้งหมดของ Advanced Electronics และ Smart Manufacturing”
อัดระบบไฟ 500 เมกะวัตต์ รับอุตฯ High-Tech
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงคือ เสถียรภาพของระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะไฟฟ้าที่นิคมอุตสาหกรรม ARAYA วางระบบไฟฟ้ารองรับโครงการรวม 500 เมกะวัตต์ พร้อมระบบไฟฟ้าสำรองเต็มรูปแบบเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูงและต่อเนื่องในการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center
นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบน้ำที่เพียงพอ และเตรียมพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ทั้ง Industrial Club ซึ่งรวมพื้นที่ Hybrid Ready-Built Warehouse/Factory และ Community Service Center เพื่อให้พื้นที่ไม่ทำหน้าที่เป็นเพียงนิคมอุตสาหกรรมหรือพื้นที่โรงงาน แต่เป็นศูนย์กลางการทำงานและการใช้ชีวิตของบุคลากรในพื้นที่
“โครงการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับธุรกิจยุคใหม่ ทั้งระบบน้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบป้องกันน้ำท่วม โดยออกแบบให้รองรับสถานการณ์น้ำท่วมในระดับรอบ 100 ปี พร้อมคำนึงถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"
รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลมีระบบ Fiber Optics รองรับเทคโนโลยี 5G พร้อมศูนย์ควบคุม
สำหรับระยะต่อไปมีแผนพัฒนา Lifestyle Community รวมที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับประชากรเข้ามาทำงานและอาศัยในโครงการ โดยตั้งเป้ารองรับประชากร 50,000 คน



