“ส.อ.ท.” เดินหน้าขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย เสริมแรง SME รับมือวิกฤตพลังงาน และกติกาการค้าโลกเปลี่ยน ผ่านยุทธศาสตร์ “5i” ยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI พร้อมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียวรองรับแผน PDP ฉบับใหม่ สู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สำหรับงาน “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ที่กำลังมาถึงนั้น ส.อ.ท. มุ่งมั่นสะท้อนเสียงสมาชิกในภาคอุตสาหกรรมกว่า 16,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถึงกว่า 85% ให้นักลงทุนเห็นถึงภาพจริงของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมพร้อมกันถึง 2 ด้าน คือ ด้านความมั่นคงทางพลังงาน จากการที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 60% ของการผลิตภายในประเทศ และด้านกติกาการค้าโลกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมีความเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น อุตสาหกรรมไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน จึงต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการปรับตัวรับกระแสโลกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593
ในการนี้ ส.อ.ท. พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านยุทธศาสตร์ “5i” โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาภาคการผลิตสู่ ‘Intelligent Industry’ ยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับ ‘Innovation and Creativity’ เน้นนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด สร้างแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับ ‘International Alliance and Network’ สร้างความแข็งแกร่งด้านการค้าและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมกับ ‘Industrial Infrastructure Reform’ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งสาธารณูปโภค, โลจิสติกส์, แรงงาน และกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แนวคิด ‘Inclusive Sustainability’ ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน
เคลื่อน SME สู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ เน้น‘คุณภาพ-เชื่อมั่น’
ในส่วนของยุทธศาสตร์ที่เป็นหัวใจหลักอย่าง การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry) จะเริ่มจากการเข้าไปประเมินศักยภาพในแต่ละโรงงาน จากนั้นจึงกำหนดแนวทางพัฒนาผลิตภาพที่เหมาะสมกับแต่ละราย เช่น โรงงานนี้เหมาะกับการใช้ Green Automation, Internet of Things หรือ Real-Time Report ไปจนถึงการใช้ Robot, Cobot และ AI ซึ่งผู้ให้คำแนะนำจะมีทั้งจากสมาชิกบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงนักวิชาการเข้ามาช่วยทั้งด้านระบบและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
โดยการสนับสนุนทางการเงินจะอยู่ในรูปแบบของสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) จากธนาคารรัฐ โดยหากประเมินแล้วธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานได้จริง ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนราว 2.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงได้ มีผลทั้งทางด้านการลดต้นทุนและลดคาร์บอน
ทั้งนี้ การผลักดัน Intelligent Industry ให้ผู้ประกอบการใช้หุ่นยนต์และโคบอทในกระบวนการผลิต จะช่วยยกระดับความแม่นยำและความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพ ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์โครงสร้างประชากรไทยที่กำลังแรงงานลดลง
“จากนี้ไปเราต้องไม่คุยเรื่องราคาแล้ว แต่เราจะคุยกันเรื่องความสามารถและความเชื่อมั่น ตัวนี้เป็นตัวสำคัญที่เราต้องการสื่อให้เห็น เราต้องสะท้อนภาพว่าไทยไม่ใช่ฐานผลิตสินค้าราคาถูก แต่เป็นฐานผลิตที่ให้สินค้าได้มาตรฐานและสร้างความมั่นใจได้”
เพิ่มมูลค่าจากคาร์บอน ให้ SME แข่งขันได้
อีกภารกิจที่ ส.อ.ท. เร่งถ่ายทอดสู่สมาชิก คือความเข้าใจเรื่อง “ระบบคาร์บอน” เนื่องจากปัจจุบันคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า และเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน ดังนั้น สมาชิกควรต้องรู้จักวิธีนับคาร์บอนฟุตพรินต์ การเทียบเคียงกับมาตรฐานคาร์บอน รวมถึงแนวทางการนำคาร์บอนไปสร้างมูลค่าในรูปคาร์บอนเครดิตในอนาคต
พร้อมกันนี้จะเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงแหล่งพลังงานทางเลือกตามความเหมาะสมของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมน้ำตาลที่สามารถนำใบอ้อยมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ก็อาจเหมาะกับพลังงานชีวมวล (Biomass) มากกว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์
จับตาแผน PDP ฉบับใหม่ ลงทุนโครงสร้างพลังงานสีเขียว
ด้านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการนั้น จะสอดคล้องไปกับเป้า Net Zero ปี 2593 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้นจากปัจจุบันที่ราว 15% เพื่อให้เอื้อต่อการดึงดูดการลงทุน
นอกเหนือจากแผนพลังงานแล้ว นางพิมพ์ใจ ยังกล่าวด้วยว่า การจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา ไทยอาจต้องการมากกว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure Reform) ตามยุทธศาสตร์ “5i” ผ่านการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสู่พลังงานสีเขียวในราคาที่แข่งขันได้, มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี เริ่มต้นจากแหล่งน้ำ คุณภาพน้ำ และการรีไซเคิล รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ
“โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ถ้าเราทำดีจะให้ผลตอบแทนมากกว่ามาตรการภาษี อย่าลืมว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากผู้ประกอบการไม่มีกำไร รัฐก็ไม่ได้ภาษีคืน แต่ถ้าหันมาทำ Industrial Infrastructure Reform เราจะเห็นเลยว่าต้นทุนมันต่ำลงจริง ๆ แล้วพอต้นทุนต่ำลงก็แข่งขันได้” นางพิมพ์ใจ กล่าว
เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยยังถือว่าอยู่ในระดับที่เหนือกว่าในบางมิติ เช่น การมีระบบไฟฟ้าที่เสถียร แทบไม่พบปัญหาไฟดับ ขณะที่การบริหารจัดการน้ำมีความยืดหยุ่นและปรับสถานการณ์ได้เร็ว แม้จะมีอุทกภัยในบางช่วง อีกทั้งมีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น โครงการ “Thailand FastPass”



