การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เริ่มเกิดข้อกังวลเรื่องของผลกระทบเรื่องของสมดุลทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมทำให้หลายประเทศออกกฎหมาย และหลักเกณฑ์ขึ้นมาควบคุมกิจการนี้
สำหรับประเทศไทยมีกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 42 แห่ง และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยกิจการมีดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7.28 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักทำหน้าที่กำกับดูแลโครงการในภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบ และไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึง แนวทางการกำกับดูแลและการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยว่าขณะนี้ สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ได้นำเสนอเรื่องนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯเพื่อเริ่มดำเนินการพิจารณาและกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการกำกับดูแลการลงทุนธุรกิจนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยขณะนี้ได้จัดทำหนังสือเสนอแต่งตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นประธาน ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้จากนั้นจะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายฯครั้งแรก ทั้งนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีบทบาทหลักในการกำหนดนโยบายและวางหลักเกณฑ์ทั้งหมดเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ รับไปปฏิบัติร่วมกัน ไม่ใช่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติเพียงรายเดียว
“ปัจจุบันว่ากลไกการพิจารณาอนุญาตสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ยังค่อนข้างกระจัดกระจายและขาดการนิยาม ที่ชัดเจนว่าธุรกิจนี้จัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจปกติ ส่งผลให้เกิดความหลากหลายในการตั้งสถานประกอบการ เช่น การกว้านซื้ออาคารเก่าในย่านพระราม 9 เพื่อทุบและปรับปรุงเป็น ดาต้าเซ็นเตอร์อีกทั้งผู้ประกอบการบางส่วนที่ไม่ได้ต้องการสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็สามารถเลี่ยงไปขอใบอนุญาตให้บริการด้านดิจิทัลจากหน่วยงานอื่นอย่าง กสทส. ได้เช่นกัน ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายฯ จึงต้องเข้ามาวางแนวทางควบคุมผู้ประกอบการรายเดิมและกำหนดเกณฑ์สำหรับรายใหม่อย่างเป็นระบบ”
นายดนุชาชี้ด้วยว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอัตราการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจอื่นๆ รวมถึงภาคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำที่ถือเป็นความท้าทายขนาดใหญ่และแก้ไขได้ยากกว่าการขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากไฟฟ้าสามารถส่งผ่านระบบสายส่งเชื่อมโยงกันได้ แต่ทรัพยากรน้ำหากเกิดการขาดแคลนจะกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆทันที
ปัจจุบัน สศช. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเงื่อนไขและมาตรการลดผลกระทบต่อส่วนรวม อาทิ การหารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อพิจารณาประเด็นความสมดุลของน้ำ และหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมกำหนดเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆด้วย
- ย้ำการลงทุนต้องส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้การส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องสร้างประโยชน์เชิงโครงสร้างแก่ระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะเพียงแค่ช่วงการก่อสร้างหรือการพัฒนาโครงการเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรายใหญ่ (Hyper Scaler) ที่เข้ามา จะต้องมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลังโครงการเสร็จสิ้น โดยประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือบริการเพื่อนำไปรัน (Run) อยู่บนระบบของดาต้าเซ็นเตอร์ เหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเช่าพื้นที่ร่วม (Colocation) หรือรูปแบบการสร้างตามความต้องการเฉพาะ (Build-to-Suit)
นายดนุชากล่าวต่อว่าสำหรับสถิติตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 13% ในรายงานของสัปดาห์ที่ผ่านมาเลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มาจากเม็ดเงินลงทุนของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งหมด แต่เป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนหลักของประเทศยังคงอยู่ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในภาคการผลิตจริง ซึ่งรายละเอียดและสถิติเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบต่อจีดีพี และการจ้างงานจากธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
- แนวโน้มการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกโตต่อเนื่อง
ด้านนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยทำหน้าที่รวบรวมเซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ช่วยให้การกระจายข้อมูลมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การทำธุรกรรมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน การรับชมความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ตลอดจนการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
จากการประเมินทิศทางอุตสาหกรรมในระหว่างปี พ.ศ. 2568-2573 คาดว่าทั่วโลกจะมีการลงทุนสะสมในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนความต้องการสูงถึง 34% ของโลก ทั้งนี้ ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นน้ำ คือผู้ให้บริการไฟฟ้า ที่ดิน งานก่อสร้าง และผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยประมวลผล กลางน้ำ คือผู้ให้บริการระบบคลาวด์ทั้ง Private และ Public Cloud รวมถึงการให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ และปลายน้ำ คือกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานจริง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไอทีและโทรคมนาคม 38% ภาคการเงินและประกันภัย 26% ภาครัฐ15% และภาคพลังงาน/สาธารณูปโภค9%
นางสาววรวรรณ กล่าวว่าแม้ว่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์สามารถสร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ช่วยผลักดันให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 3.5%ค่าจ้างรวมเติบโต 5% และจำนวนสถานประกอบการเพิ่มขึ้น 4.7% ขณะที่เขตเลาดอน (Loudoun County) รัฐเวอร์จิเนีย มีการขยายพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นจนเป็น 13 ล้านตารางฟุต สามารถสร้างรายได้ทางภาษีแก่ท้องถิ่นสูงถึง 890 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมีต้นทุนของท้องถิ่นต่ำมากเพียง 0.04% ต่อรายได้ภาษี 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าธุรกิจทั่วไปที่เฉลี่ย 0.25% ทำให้นำภาษีดังกล่าวไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงถนนมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างโรงเรียนใหม่ได้ถึง 36 แห่ง
- สภาพัฒน์ย้ำผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูง
อย่างไรก็ดีอีกด้านหนึ่งพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สร้างผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูง เนื่องจากกินพลังงานมหาศาลเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของบ้านเรือนถึง 80,000 หลัง โดยในไอร์แลนด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 21% ของไฟฟ้าทั้งประเทศในปี 2566 นอกจากนี้ในสหรัฐฯ ยังเผชิญความกังวลด้านมลพิษทางอากาศจากการติดตั้งกังหันก๊าซผลิตไฟฟ้าแก่โครงการในรัฐมิสซิสซิปปี จนเกิดกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีตามมา เป็นต้น
ขณะที่ในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดภายในประเทศมักมีข้อจำกัด เช่น ในสวีเดน กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ของ Meta ณ เมืองลูเลโอ (Luleå) ท้องถิ่นได้รับประโยชน์เพียงบางส่วน เช่น งานก่อสร้างและการพัฒนาที่ดิน ขณะที่สิทธิ์ในเทคโนโลยีหลักยังคงเป็นของบริษัทต่างชาติโดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ท้องถิ่น อีกทั้งงานจ้างงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงการก่อสร้างเท่านั้น เช่น สหรัฐฯ มีการจ้างงานในช่วงก่อสร้างสูงถึง 1,700 ตำแหน่ง แต่เมื่อสร้างเสร็จกลับลดเหลือเพียง 160 ตำแหน่ง และจำกัดเฉพาะช่างเทคนิค วิศวกร และพนักงานรักษาความปลอดภัย
- เปิดตัวอย่างหลายประเทศวางกรอบลงทุน
รองเลขาธิการ สศช.กล่าวต่อว่าในปัจจุบันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลของดาตาร์เซ็นเตอร์หลายประเทศจึงริเริ่มมาตรการเข้มงวด เช่น
1.สหภาพยุโรป (EU) จัดทำฐานข้อมูลกลาง บังคับให้ผู้บริการรายงานปริมาณการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ (Water footprint) พร้อมจัดทำร่างเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน
2.สิงคโปร์ ระงับการอนุมัติสร้างชั่วคราวในช่วงปี 2562-2565 ก่อนเปิดโอกาสการลงทุนภายใต้ Green Data Centre Roadmap บังคับใช้พลังงานสะอาดอย่างน้อยร้อยละ 50 และแสดงประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศ
3.มาเลเซีย ที่รัฐสลังงอร์บังคับใช้สินค้าและบริการในประเทศ (Local content) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ขณะที่รัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 3 และ Tier 4 เพื่อลดการใช้น้ำของ Tier 1 และ Tier 2
- ไทยขาดหน่วยงานกลางกำกับดูแล
สำหรับสถานการณ์ของไทยมีการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 42 แห่ง และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7.28 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักทำหน้าที่กำกับดูแลโครงการในภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบ และไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้บางกรณีเกิดการเลี่ยงกติกาไปจดทะเบียนก่อสร้างเป็นคลังสินค้าแทน
นอกจากนี้มูลค่าการลงทุนกว่า 60% ของไทยเป็นการนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น ชิปประมวลผล ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์เพียงแค่งานส่วนก่อสร้าง การพัฒนาที่ดิน และสาธารณูปโภคเท่านั้น
แม้รัฐบาลจะเริ่มจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานฯ และดำเนินโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) แต่เกณฑ์และวิธีการประเมินยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดการพลังงานไฟฟ้า ยังได้มีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญแก่ผู้ลงทุนที่ต้องวางหลักประกันพลังงานไฟฟ้าก่อนการดำเนินโครงการ
ทั้งนี้สภาพัฒน์มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อทางรอดของไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยให้ยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่ม สศช. เสนอยุทธศาสตร์ 4 ข้อสำคัญ ได้แก่
1.เร่งพัฒนาระบบกำกับดูแล จัดตั้งหน่วยงานหลักในการประสานงานและติดตามโครงการ นำระบบประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาประเมินก่อนการก่อสร้าง ควบคู่กับปรับปรุงกฎหมายเฉพาะให้สอดคล้องกับดาต้าเซ็นเตอร์
2.ดึงทุนไทยสู่ห่วงโซมูลค่า โดยกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุ สินค้า บริการ และแรงงานในประเทศ (Local content) สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน และเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงเป้าอุตสาหกรรม
3.เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ร่วมวางแผนและประเมินก่อนอนุมัติโครงการ พร้อมวางกรอบการติดตามและมาตรการเยียวยาผลกระทบ
และ 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด นำเทคโนโลยีลดใช้ไฟฟ้าและน้ำมาบังคับใช้ ตลอดจนระบุกรอบเป้าหมายและรายงานข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำอย่างชัดเจน



