"เอกนิติ" เผยเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มออสเตรเลียระหว่างปี 2564–2569 มีมูลค่ารวมทะลุ 3.3 หมื่นล้านบาท เตรียมพร้อมเปิดยุทธศาสตร์ดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและแร่หายากเชื่อมไทยเข้าห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเน้นการจ้างงานทักษะสูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น การตั้งฐานแปรรูปแร่หายาก และฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17–20 ส.ค. 2569 ในครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเป็นประธานในงาน “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” ณ นครซิดนีย์
โดยมีผู้บริหารธุรกิจออสเตรเลียเข้าร่วมกว่า 70 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจของนักลงทุนออสเตรเลียที่มีต่อไทยกระจายอยู่ในหลายภาคเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจของออสเตรเลียยังคงมีความเชื่อมั่น และให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง อาหาร พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจไทยในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน
ในช่วงปี 2564–มิ.ย. 2569 มีโครงการลงทุนจากออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวม 93 โครงการ มูลค่า 33,425 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 13,833 ล้านบาท รองลงมาคือเคมีภัณฑ์ 6,936 ล้านบาท และเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท
นายเอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่มูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือคุณภาพของการลงทุนและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย ตัวอย่างสำคัญคือ "ANCA Group" ผู้ผลิตเครื่องจักร CNC ซึ่งลงทุนในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี มีพนักงาน 440 คน และวางประเทศไทยเป็น Global Spare Parts Hub หรือศูนย์กระจายอะไหล่ระดับโลก ขณะที่ "ARB Corporation" ใช้ไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และผลิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่
อีกหนึ่งการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์คือ "Hastings Technology Metals" ซึ่งเลือกประเทศไทยเป็นฐานแปรรูปแร่หายากขั้นต้นน้ำแห่งแรกของบริษัท โดย Rare Earth เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต การลงทุนดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการเชื่อมประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลก
นอกจากนี้ "Ridley Corporation" ยังลงทุนโรงงานผลิตสารชีวภาพ NovaqPro® ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารกุ้งที่ต่อยอดจากงานวิจัยของ CSIRO ขณะที่ Callington Group บริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง ลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่องมากว่า 50 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นระยะยาวของภาคธุรกิจออสเตรเลียที่มีต่อประเทศไทย
“ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังปรับโครงสร้างและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ไทยจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจพึ่งพาตลาดหรือแหล่งเทคโนโลยีใดเพียงด้านเดียว”
ไทยและออสเตรเลียมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถเสริมซึ่งกันและกัน ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตและการแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียมีความโดดเด่นด้านสินค้าเกษตรคุณภาพสูง AgriTech พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่ Precision Machining เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอากาศยาน
“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุนบนกระดาษ แต่ต้องเป็นการลงทุนที่นำไปสู่ การจ้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ดังนั้น ภารกิจครั้งนี้จึงสะท้อนการทำงานของ การทูตเชิงเศรษฐกิจ ที่เชื่อมตั้งแต่ระดับผู้นำรัฐบาล หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงภาคธุรกิจ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียสามารถสร้างผลประโยชน์ที่จับต้องได้กลับมาสู่ประชาชนและเศรษฐกิจไทย



