วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดัน ‘OECD’ พลิกโฉม ’รัฐราชการ‘ เร่งแก้ กม.-ลดกำลังคน-ยุบหน่วยภูมิภาค

“รัฐราชการ” ถือเป็นระบอบการเมืองการปกครองที่การขับเคลื่อนการบริหารและการกำหนดนโยบายประเทศขึ้นกับ “ข้าราชการ” โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังคนภาครัฐ 3 ล้านคน แบ่งเป็นข้าราชการ 1.75 ล้านคน และกำลังคนประเภทอื่น 1.24 ล้านคน เฉลี่ยแล้วกำลังคนภาครัฐ 1 คน ต่อประชากร 22 คน 

ช่วงที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูประบบราชการที่ครอบคลุมจำนวนบุคลากรภาครัฐ รวมถึงงบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐ และกฎหมายที่ภาครัฐใช้อำนาจ แต่ปัจจุบันมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและประเทศซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีเงื่อนไขสำคัญที่ไทยต้องปรับระบบราชการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ดัน ‘OECD’ พลิกโฉม ’รัฐราชการ‘ เร่งแก้ กม.-ลดกำลังคน-ยุบหน่วยภูมิภาค

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 เป็นโรดแมปสำคัญและมีความท้าทายมาก แต่มีความจำเป็นเนื่องจากปัจจุบันไทยต้องเผชิญปัญหาและความไม่แน่นอนหลายด้านทั้งปัจจัยความผันผวนของโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย และวิกฤตสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้หลายปัญหาไม่สามารถใช้กรอบการบริหารงานแบบระบบราชการแบบเดิมมารับมือได้ แต่ต้องอาศัยการยกระดับมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินไปสู่การเป็นสากลการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายและระบบราชการให้โปร่งใสและเป็นธรรม

 

  • ไทยเข้า OECD สนับสนุนปฏิรูปราชการ 

“การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นผลประโยชน์ชาติ หากทำสำเร็จ คนไทยจะมีกฎหมายเอื้อการทำมาหากิน และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ภารกิจการเข้าสู่ OECD จึงเป็นเหมือนหน้าต่างโอกาสบานสุดท้าย (Windows of Opportunity) ของประเทศไทยในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก" 

ดัน ‘OECD’ พลิกโฉม ’รัฐราชการ‘ เร่งแก้ กม.-ลดกำลังคน-ยุบหน่วยภูมิภาค

ทั้งนี้เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการเข้าสู่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่เป็นการสร้าง “Better Life” หรือชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในอนาคต 

รวมทั้งการเข้าสู่ OECD ท้าทายมาก แต่การทำงานขั้นตอนของไทยคืบหน้าตามลำดับ โดยอยู่ขั้นตอนคณะเจ้าหน้าที่ OECD มาเก็บข้อมูลกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการชี้แจงข้อมูล ประสบการณ์ และข้อเท็จจริง หรือ Fact-Finding Mission ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการประเมินทางเทคนิคในกรอบนโยบายด้านกฎหมายถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าไทยพร้อมแล้วที่จะปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐานประเทศให้สอดคล้องกับสากล

  • "ปกรณ์" รับกฎหมายไทยยังเป็นอุปสรรค

นายปกรณ์กล่าวว่าปัญหาสำคัญที่ถ่วงรั้งประเทศไทยมานานคือระบบกฎหมายที่ยังยึดติดกับการควบคุมในลักษณะที่ต้องขอก่อน (Pre-audit) ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ล้าสมัยและสร้างภาระเกินความจำเป็น 

ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิรูปราชการครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบตรวจสอบภายหลัง (Post-audit) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดคอร์รัปชันและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

นอกจากนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องการเดินหน้าขณะเป็นการผลักดันแนวคิด Super License หรือใบอนุญาตพวง เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตที่เดียวและเริ่มดำเนินธุรกิจได้ทันที ควบคู่ไปกับการใช้ระบบกลางทางกฎหมาย (Law Portal) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างแท้จริงตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายไทยสอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD กว่า 260 ฉบับได้ทันตามกำหนดเวลา รัฐบาลมีการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “TH2OECD” ที่ใช้ระบบ Agentic AI มาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบช่องว่าง (Gap Analysis) ระหว่างกฎหมายไทยที่มีมากกว่า 9,000 ฉบับกับมาตรฐาน OECD เพื่อให้การปิดช่องว่างทางกฎหมายเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด

  • "สภาพัฒน์"เผยขั้นตอนเข้า OECD คืบหน้า 25% 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าของไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ดำเนินงานรุดหน้า 25% โดยได้รับแบบสอบถาม (Questionnaires) มาแล้ว 10 ฉบับ จากทั้งหมด 25 

รวมทั้งคณะกรรมการ (Committees) ของ OECD ติดตามตลอด ซึ่งมีหน่วยงานรัฐที่ส่งข้อมูลกลับไปแล้ว 8 หน่วยงาน และมีคณะกรรมการจาก OECD มาตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Finding Mission) ในไทยแล้ว 6 คณะ

นายดนุชา ระบุว่าปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการเข้าสมาชิกคือเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันซึ่งไทยมีเงื่อนไขสำคัญต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนเริ่มกระบวนการประเมินทางเทคนิค (Technical Assessment) คือการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (Anti-Bribery Convention) หรือ ABC และการเข้าร่วมใน Anti-Corruption Forum ด้วย

  • เร่งกม.3 ฉบับปราบคอร์รัปชัน 

นอกจากนี้อุปสรรคที่สำคัญเป็นข้อจำกัดด้านเวลาในการแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากไทยจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายสำคัญรวม 3 ฉบับ ที่เป็น พ.ร.บ.และพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ดังนี้ 

กฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งต้องตราเป็น พ.ร.บ. และกฎหมายของกรมสรรพากร 1 ฉบับ ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบพระราชกฤษฎีกา 

สำหรับกฎหมายระดับ พ.ร.บ.ต้องผ่านกระบวนการของรัฐสภา ทำให้ไม่สามารถควบคุมกรอบเวลาที่แน่นอนได้ ส่งผลให้เป้าหมายเดิมที่วางไว้ 2 ปี (ภายในปี 2571) อาจมีความล่าช้าออกไป

โดยกฎหมายทั้ง 3 ฉบับไทยต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ ABC ประกอบด้วย

1.การแก้ไขปรับปรุงฐานความผิดเรื่องการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศซึ่งกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขของ ป.ป.ช. 

2.การแก้ไขปรับปรุงฐานความผิดของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของป.ป.ช.เช่นกัน 

3.การออกฎหมายเรื่องการห้ามนำค่าใช้จ่ายที่เป็นสินบนไปหักรายจ่ายภาษีซึ่งกฎหมายฉบับนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร

  • เตรียมเสนอขั้นตอนคู่ขนานลดระยะเวลาพิจารณา

นายดนุชากล่าวว่าเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าดังกล่าว สศช.และกระทรวงการต่างประเทศ จะดำเนินการเจรจากับ OECD เพื่อขอดำเนินการในรูปแบบกระบวนการขนานกันไป (Parallel Processing) โดยเสนอว่าหากร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว 

ทั้งนี้จะขอให้ OECD เริ่มขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Assessment) และตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กันไปทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายมีผลบังคับใช้

ส่วนกฎหมายสรรพากรที่ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา จะส่งร่างให้ OECD ตรวจสอบก่อน หากได้รับความเห็นชอบจะเร่งเสนอ ครม.เพื่อประกาศใช้เร็วที่สุด ขณะที่หน่วยงานอื่นที่ไม่มีประเด็นการแก้กฎหมายระดับ พ.ร.บ. เช่น สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้เร็วตามกำหนด

“ขณะนี้ได้ขอให้ทุกหน่วยงานจัดทำ Action Plan เพื่อประเมินกิจกรรมและระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อประสานงานกับ OECD ในการพยายามล่นระยะเวลาของกระบวนการทั้งหมดให้สั้นลงและเป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุด” นายดนุชา กล่าว

  • ปรับโครงสร้างส่วนราชการภูมิภาค

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่ารัฐบาลดปรับปรุงระบบราชการตามเงื่อนไข OECD ควบคู่การปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยเริ่มปรับปรุงส่วนราชการในภูมิภาค ซึ่งข้อมูลเดือน มิ.ย.2569 มี 10,010 หน่วยงาน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากก่อนปี 2560 ที่มี 9,990 หน่วยงาน

ทั้งนี้หน่วยงานระดับกรมหลายแห่งตั้งหน่วยงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้น อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำนักงบประมาณ, กรมศุลกากร, กรมทรัพยากรธรณี, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

รวมทั้งเมื่อจำแนกหน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 

1.ส่วนราชการส่วนภูมิภาคระดับจังหวัด 2,496 หน่วยงาน และระดับอำเภอ 5,321 หน่วยงาน รวม 7,817 หน่วยงาน 

2.หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาครวม 2,193 หน่วยงาน

ทั้งนี้จำนวนดังกล่าวไม่รวมกระทรวงที่มี พ.ร.บ.เป็นการเฉพาะคือ กระทรวงกลาโหม, กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประเมินผลกระทบการทำงานส่วนราชการในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 7,842 หน่วยงาน มีบุคลากรรัฐปฏิบัติงานในภูมิภาคถึง 438,470 คน ครอบคลุมข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ซึ่งเกิดความซ้ำซ้อนการทำงาน รวมถึงประชาชนสับสน และไม่สะท้อนความคุ้มค่า

  • ลดความซ้ำซ้อนราชการส่วนกลางในภูมิภาค

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ข้อเสนอการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาค และราชการส่วนภูมิภาค โดยนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหน่วยงานราชการมากขึ้น

รวมทั้ง ก.พ.ร.พบปัจจุบันมีหน่วยงานในภูมิภาคถึง 10,010 หน่วยงานโดยมีหน่วยงานเข้าข่ายทบทวนความจำเป็นเร่งด่วน 3,708 หน่วยงาน หรือ 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานตั้งขึ้นตามกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐมนตรีจนทำให้เกิดภาวะหน่วยงานล้น และปฏิบัติงานทับซ้อนกันในพื้นที่เดียว

ยกตัวอย่างหน่วยงานกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายสู่กระบวนการพิจารณา เช่น สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม, แขวงทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม, ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมกรอบอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวม 438,870 คน โดยรัฐบาลสั่งการทุกกระทรวงยืนยันความจำเป็นและทำข้อเสนอปรับปรุงส่ง ก.พ.ร.ภายใน 3 เดือน นับแต่ ครม.เห็นชอบ

แหล่งข่าวกล่าวว่าแนวทางหลักในการจัดระเบียบใหม่จะเน้นที่ 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

1.การจัดรูปแบบ One Roof คือ การควบรวมส่วนราชการสังกัดกระทรวงเดียวกันในพื้นที่เดียวกันให้อยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เช่น กรณีสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ที่เป็นศูนย์รวมภารกิจกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่จะเป็นโมเดล One Roof

2.การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคน โดยปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลทดแทนในภารกิจที่ทำผ่านระบบได้ เพื่อลดความจำเป็นตั้งหน่วยงานใหม่และลดทรัพยากรบุคคล