วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'สิทธิบัตร' ชี้ทิศทางสินค้า 'สิ่งทอกีฬาโลก' จีนครองเบอร์ 1

การถือครองสิทธิบัตรกำลังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อการกีฬา จากเดิมที่ผู้ประกอบการแข่งขันกันด้วยต้นทุน คุณภาพผ้า และความสามารถในการรับจ้างผลิต

ปัจจุบันการแข่งขันขยับสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างความแตกต่าง ตั้งแต่เส้นใยสมรรถนะสูง วัสดุยั่งยืน ไปจนถึงเสื้อผ้าอัจฉริยะที่ผสานเซ็นเซอร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในช่วง 20 ปี ระหว่างปี 2550–2567 พบเทคโนโลยีสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬารวม 19,347 กลุ่มสิทธิบัตร โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มจาก 391 กลุ่มในปี 2550 เป็น 1,966 กลุ่มในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 9% ต่อปี

สะท้อนว่า สิ่งทอกีฬาไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมปลายน้ำที่เน้นการตัดเย็บอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์สำคัญ

ข้อมูลยังสะท้อนการแข่งขันที่กระจายตัว โดยยังไม่มีบริษัทใดครองตลาดสิทธิบัตรสิ่งทอกีฬาอย่างเบ็ดเสร็จ ผู้ถือสิทธิรายใหญ่ เช่น

  • Aladdin Manufacturing มี 192 กลุ่มสิทธิบัตร
  • Nanya Plastics จากไต้หวัน 180 กลุ่มสิทธิบัตร
  • Sanko Tekstil จากตุรกี 150 กลุ่มสิทธิบัตร

แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่สำหรับบริษัทขนาดกลาง สตาร์ตอัพ สถาบันวิจัย และผู้ประกอบการรายใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทาง

การแข่งขันยังขยายจากผู้ผลิตสิ่งทอไปสู่บริษัทเคมีภัณฑ์ ผู้ผลิตเส้นใย บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ผู้พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ และธุรกิจรีไซเคิลพอลิเมอร์ ทำให้การพัฒนาสิทธิบัตรในอนาคตมีแนวโน้มเกิดจากความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมมากขึ้น

'สิทธิบัตร' ชี้ทิศทางสินค้า 'สิ่งทอกีฬาโลก' จีนครองเบอร์ 1

เมื่อพิจารณาแยกตามภูมิศาสตร์ พบว่า

  • จีนเป็นผู้นำ มี 7,086 กลุ่ม หรือ 37.7% ของทั้งหมด
  • สหรัฐ 3,415 กลุ่ม หรือ 18.2%
  • ประเทศภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรป 1,868 กลุ่ม หรือ 9.9%

สะท้อนความแข็งแกร่งของจีนในฐานะฐานการผลิตสิ่งทอและการลงทุนวิจัยและพัฒนา ขณะที่สหรัฐและยุโรปมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีมูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์สวมใส่

ส่วนอินเดียมี 222 กลุ่มสิทธิบัตรและเป็นประเทศที่ต้องจับตามองจากแนวโน้มการยื่นคำขอที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมจึงชี้ว่าการแข่งขันของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากการใช้ต้นทุนต่ำเป็นจุดขาย ไปสู่การสร้างเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความแตกต่างและมูลค่าให้สินค้า

3 เทคโนโลยีหลักกำหนดอนาคต

เทคโนโลยีสิ่งทอกีฬาแบ่งเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ผ้าระบายอากาศและผ้ารัดกระชับ มีประมาณ 7,974 กลุ่มสิทธิบัตร เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด โดยมุ่งพัฒนาการจัดการความชื้น การระบายอากาศ และการควบคุมอุณหภูมิ เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี และจีนมีสัดส่วนสิทธิบัตรสูงสุด

กลุ่มที่สองคือ ผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อม มีประมาณ 7,932 กลุ่ม เติบโตเฉลี่ย 9.3% ต่อปี ได้แรงหนุนจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เส้นใยชีวภาพ เส้นใยย่อยสลายได้ และการรีไซเคิล PET กลับเป็นวัตถุดิบตั้งต้น โดยจีนมีสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ผู้ถือสิทธิสำคัญส่วนใหญ่เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์และผู้ผลิตเส้นใย

ส่วนกลุ่มที่สามคือ สิ่งทออัจฉริยะ มีประมาณ 4,300 กลุ่ม แม้มีขนาดเล็กที่สุด แต่เติบโตเร็วที่สุดเฉลี่ย 14.3% ต่อปี ครอบคลุมเส้นใยนำไฟฟ้า เสื้อผ้าอิเล็กทรอนิกส์ เซ็นเซอร์แบบยืดหยุ่น อิเล็กโทรดที่ซักได้ และเสื้อผ้าที่ตรวจวัดสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์สวมใส่

'สิทธิบัตร' ชี้ทิศทางสินค้า 'สิ่งทอกีฬาโลก' จีนครองเบอร์ 1

ไทยยังอยู่ระยะเริ่มต้น

สำหรับไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอสำหรับอุตสาหกรรมกีฬารวม 64 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 53 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 11 คำขอ โดยเป็นผู้ยื่นต่างชาติ 53 คำขอ และผู้ยื่นไทยเพียง 11 คำขอ

สะท้อนว่าตลาดไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และการถือครองสิทธิบัตรส่วนใหญ่ยังเป็นของบริษัทต่างชาติ เช่น ยูนิชาร์ม นิตโต โบเซกิ มิทซุย เคมิคอลส์ อาซาฮี ไลฟ์แมททีเรียลส์ โทเรย์ อินดัสทรีส์ และคูราเรย์

ขณะที่ผู้ยื่นไทยที่มีบทบาท ได้แก่ สวทช. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม จำนวนสิทธิบัตรที่น้อยไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีโอกาส เพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอที่แข็งแรง รวมถึงศักยภาพด้านเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และอิเล็กทรอนิกส์ หากสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มีตลาดรองรับได้

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับโอกาสของไทยแม้ยังไม่มีบทบาทโดดเด่นด้านสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมนี้ แต่ต่อยอดจากจุดแข็งของอุตสาหกรรมเดิม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาโลก

ทั้งนี้ดำเนินการผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเส้นใยฐานชีวภาพจากอ้อย มันสำปะหลัง และไผ่ การผลิตผ้าเชิงเทคนิคที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น

ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ผลิตสิ่งทอกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาเซ็นเซอร์ เส้นใยนำไฟฟ้า และส่วนประกอบของเสื้อผ้าอัจฉริยะ โดยผลิตเส้นใยนำไฟฟ้า เซ็นเซอร์บนผ้า และองค์ประกอบ Smart Textile สำหรับแบรนด์ระดับโลก

"นัยสำคัญคือ ประเทศไทยอาจไม่ได้แข่งขันในฐานะผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก แต่สามารถขยับบทบาทสู่การเป็น “ศูนย์กลางการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาระดับภูมิภาค” (Regional Sport-Textile Hub) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีศักยภาพ " นางอรมน กล่าว 

โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคำขอสิทธิบัตร แต่ต้องยกระดับ คุณภาพของสิทธิบัตรและการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดเป้าหมาย ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก

ท้ายที่สุด ไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับจีนหรือสหรัฐ ในทุกเทคโนโลยี แต่ควรเลือกสร้างความเชี่ยวชาญในสาขาที่มีจุดแข็งและตลาดรองรับ เพื่อเปลี่ยนจากฐานการผลิตและรับจ้างผลิตไปสู่ “เจ้าของเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา” หากทำได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาระดับภูมิภาค และเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกได้ในระยะยาว