วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

สัญญาณ SME เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 4 ปัจจัยกดดันธุรกิจครึ่งปีหลัง

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 และแนวโน้มปี 2569 โดยส่วนหนึ่งระบุถึง ข้อมูลธุรกิจจัดตั้งใหม่และเลิกประกอบกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธุรกิจจัดตั้งใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ทุนจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่อยู่ที่ 111.2 พันล้านบาท ปรับตัวลดลงจาก 149.1 พันล้านบาท หรือลดลง 25.4% จากช่วงครึ่งแรกของปี 2568 

นอกจากนี้ธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 98.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์ สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 30.5 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแม้จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่จะขยายตัวต่อเนื่องตามธุรกิจขนาดเล็ก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น 

ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ลดลงทุกขนาดธุรกิจ

รวมทั้งเมื่อพิจารณาจากทุนจดทะเบียนธุรกิจ พบว่า ทุนจดทะเบียนในธุรกิจจัดตั้งใหม่ลดลงในทุกขนาดธุรกิจ ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในทุกขนาดธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจใหม่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ขณะที่การจัดตั้งธุรกิจใหม่ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า ภาคอุตสาหกรรม มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ อาหาร เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่าการเลิกกิจการ

ส่วนภาคบริการ มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกิจกรรมการขายปลีก การบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ 

รวมถึงกิจกรรมการบริการสารสนเทศ (รวม Data Center) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะกิจกรรมการบริการแบบรับฝากเซิร์ฟเวอร์ อินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) 

ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นนักลงทุนสัญชาติหลักที่เข้ามาลงทุน มีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 78.0% ของการลงทุนทั้งหมดในกิจกรรมบริการดังกล่าว

สัญญาเลิกกิจการภาคอุตสาหกรรม-บริการ

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณของการเลิกกิจการของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก 

สะท้อนจากจำนวนธุรกิจและทุนจดทะเบียนเลิกกิจการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.5% และ 16.1% ตามลำดับ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมการผลิต เสื้อผ้า อุตสาหกรรมการผลิตโลหะ การให้บริการงานวิศวกรรมโยธาและกิจกรรมงานสถาปัตยกรรม ซึ่งสอดคล้องการชะลอตัวภาคการท่องเที่ยว ภาคการก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์

สศช.เห็นว่าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับมาตรการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการสนับสนุนด้านการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ 

ประกอบกับการ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะต่อไป

ห่วงสถานการณ์เลิกกิจการเพิ่มขึ้นอัตราสูง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า แม้จำนวนธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า โดยครึ่งปีแรกมีธุรกิจเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% ขณะที่ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกสูงถึง 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 223.66%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไม่เพียงแต่ธุรกิจรายเล็กที่ทยอยปิดกิจการ แต่ยังมีนิติบุคคลที่มีเงินลงทุนสูงทยอยถอนตัวจากตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกระทบผู้ประกอบการในวงกว้าง

สำหรับกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจติดตั้งไฟฟ้า และธุรกิจโฆษณา ซึ่งมีการเลิกกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนที่สูง กำลังซื้อชะลอตัว ภาระหนี้ และการแข่งขันที่รุนแรง

4 ปัจจัยกดดันธุรกิจครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1.) กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และ SME ต้องบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด

2.) ความไม่แน่นอนของการค้าโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้า อาจกระทบต่อภาคส่งออก การผลิต โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป

3.) โอกาสจากการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไทยยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนใน Data Center, AI, Cloud Services พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยและ SME เข้าไปเป็นผู้รับเหมา ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทาน หากสามารถยกระดับมาตรฐานและศักยภาพการแข่งขันได้

4.) การฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน ธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าธุรกิจรายย่อย ขณะที่ SME ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน การเข้าถึงตลาด และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการต่างชาติ

เศรษฐกิจไทย “ฟื้นตัวแบบระมัดระวัง”

ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจครึ่งปีแรกปี 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วง “ฟื้นตัวแบบระมัดระวัง” แม้จำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ยังเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนกลับลดลง ขณะที่การเลิกกิจการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง

ครึ่งปีหลังจึงเป็นช่วงทดสอบสำคัญของภาคธุรกิจไทย หากกำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวช้าและความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังยืดเยื้อ ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs จะต้องเร่งปรับตัว ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และมองหาโอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต

ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน