การประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ขาเข้าท่าอากาศยานของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. หลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงอีกครั้ง หลังจากเมื่อปี 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ยกเลิกและคืนพื้นที่ดิวตี้ฟรีขาเข้า 5 ท่าอากาศยานของ ทอท.จากเอกชน เพื่อนำพื้นที่นั้นมาพัฒนาบริการด้านอื่นๆ และมองว่าการยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้าจะส่งเสริมให้ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าไทยหันมาซื้อสินค้าในประเทศ และสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ปัจจุบันสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง มีแนวคิดให้ ทอท. นำกิจการดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาให้บริการ โดยรัฐบาลมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า การฟื้นดิวตี้ฟรีขาเข้าไม่ได้มุ่งเพียงเรื่องการจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการใช้พื้นที่ และกิจกรรมภายในสนามบินเพื่อบริหารจัดการผู้โดยสารระหว่างพักคอยในขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง การเพิ่มบริการร้านค้า ร้านอาหาร พื้นที่ชอปปิ้ง และการแสดงดนตรี จะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้โดยสารเลือกบริการ และลดความแออัดได้
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบัน ทอท.อยู่ระหว่างศึกษา และจัดทำข้อเสนอเพื่อขอให้บริการดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาบริการอีกครั้ง หลังจากยกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2567
โดยหลังยกเลิกบริการดิวตี้ฟรีขาเข้า ทอท.ได้รับความคิดเห็น และข้อร้องเรียนจากผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการให้ดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาเปิดบริการอีกครั้ง ขณะที่ผลสำรวจความพึงพอใจ และการประเมินระดับการให้บริการ พบว่าการขาดบริการบางประเภทที่ผู้โดยสารคาดหวัง ส่งผลต่อระดับการให้บริการของสนามบินเมื่อเทียบกับมาตรฐานสนามบินชั้นนำของโลก รวมถึงกระทบต่อรายได้ของ ทอท.ด้วย
สำหรับรูปแบบที่ ทอท.อยู่ระหว่างศึกษาฟื้นกิจการดิวตี้ฟรีขาเข้ามี 2 แนวทาง ได้แก่
- Pick-up Counter สำหรับผู้โดยสารที่สั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าและมารับสินค้าที่สนามบิน
- ร้านดิวตี้ฟรีขาเข้าที่ผู้โดยสารสามารถเดินเข้าร้าน และเลือกซื้อสินค้าได้ทันที
อย่างไรก็ตาม หากได้รับอนุมัติให้กลับมาเปิดบริการ รูปแบบอาจไม่เหมือนเดิมทั้งหมด เนื่องจากหลังยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า ทอท.ได้นำพื้นที่บางส่วนไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นแล้ว จึงต้องพิจารณาการจัดสรรพื้นที่ และรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน
ส่วนสิทธิของผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีขาเข้าตามสัญญาเดิมยังคงอยู่ การหยุดหรือยกเลิกการให้บริการที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลง หากภาครัฐเห็นชอบให้กลับมาเปิดบริการ ทอท.สามารถหารือกับผู้ได้รับสิทธิเดิมเพื่อกำหนดแนวทางกลับมาให้บริการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสิทธิใหม่ทั้งหมด
ทั้งนี้ การยกเลิกครั้งก่อนอาจทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนจากการรื้อร้าน และสินค้าคงเหลือ ทอท.จึงต้องหารือถึงรูปแบบการดำเนินงานที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารเป็นหลัก
สำหรับค่าตอบแทน ทอท.ยืนยันว่าไม่ได้จ่ายเงินชดเชยหรือค่าเสียหายให้ผู้ประกอบการโดยตรงจากการยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า แต่เมื่อรูปแบบการประกอบกิจการ และการใช้พื้นที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีการคำนวณค่าตอบแทนใหม่ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและบริบทของสัญญา ซึ่งถือเป็นการบริหารสัญญาตามปกติของ ทอท.
รายงานข่าวจาก ทอท.ระบุว่า การยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้าเมื่อปี 2567 ทอท. ได้ดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2567 ในแนวทางการหยุดการดำเนินการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อขายสำหรับร้านค้าปลอดอากรขาเข้าของผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงวงเงินใช้จ่ายในร้านค้าปลอดอากรขาเข้าดังกล่าว มากระจายหมุนเวียนในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้กรมศุลกากร (กศก.) ได้มีหนังสือแจ้งขอความร่วมมือจาก บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) และ ทอท.ในการดำเนินการตามมติ ครม.ดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2567 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี KPD ได้มีหนังสือถึง กศก. แจ้งยินดีที่จะให้ความร่วมมือ พร้อมทั้งมีหนังสือถึง ทอท. แจ้งการหยุดประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรขาเข้า ในพื้นที่ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นไป ประกอบด้วย
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จำนวนพื้นที่ประมาณ 1,870.69 ตารางเมตร
- ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) จำนวนพื้นที่ประมาณ 162.46 ตารางเมตร
- ท่าอากาศยานภูมิภาค ประกอบด้วย ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) จำนวนพื้นที่รวมประมาณ 217.45 ตารางเมตร
ทั้งนี้ ทอท.จึงได้รับคืนพื้นที่ประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าดังกล่าวจาก KPD จำนวนพื้นที่โดยรวมประมาณ 2,250.60 ตารางเมตร โดยผลจากการหยุดประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าของ KPD ยังมีผลทำให้พื้นที่ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรของ KPD ณ ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท.เปลี่ยนแปลงลดลง ทำให้มีการคิดค่าผลประโยชน์ตอบแทนลดลง
โดยผลจากการปรับลดพื้นที่ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรของ KPD ในครั้งนั้น ทำให้ ทอท.มีรายได้ลดลงเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 143.32 ล้านบาท แบ่งเป็น
รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานดอนเมือง ลดลงเป็นจำนวนเงินเดือนละประมาณ 1.70 ล้านบาท
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายเดือนในช่วงปีสัญญา 2567 – 2568 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ลดลงเป็นจำนวนเงินเดือนละประมาณ 126.25 ล้านบาท
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายเดือนในช่วงปีสัญญา 2567 – 2568 ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ลดลงเป็นจำนวนเงินเดือนละประมาณ 8.41 ล้านบาท
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายเดือนในช่วงปีสัญญา 2567 – 2568 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ลดลงเป็นจำนวนเงินเดือนละประมาณ 6.96 ล้านบาท



