ทิศทางพลังงานไทยระยะยาวกำลังเดินเข้าสู่โจทย์ “สมดุล 3 ด้าน” ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่ประชาชนและภาคธุรกิจรับได้ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน” แม้ไทยจะเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางยุทธศาสตร์พลังงานประเทศว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ยังให้ก๊าซธรรมชาติเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักของระบบไฟฟ้า โดยวางสัดส่วนใช้ก๊าซธรรมชาติ 20-30% เพื่อทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลักและสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า
ทั้งนี้แม้ในอนาคตปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศ รวมถึงแหล่งก๊าซจากเมียนมา มีแนวโน้มลดลงตามการผลิต แต่ไทยต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยการนำเข้า LNG จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงให้กับประเทศ
เวทีเชื่อมผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ซื้อ LNG ทั่วโลก
หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยคือการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ในฐานะศูนย์กลางด้านพลังงานและจุดหมายการประชุมธุรกิจแห่งภูมิภาค ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เป็นเวทีระดับโลกที่ไทยใช้เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ซื้อ LNG ทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่จากสหรัฐ กาตาร์ และออสเตรเลีย
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สำคัญต่อยุทธศาสตร์ไทยเป็นศูนย์กลางการค้า LNG ภูมิภาค (ASEAN LNG Hub) เพราะจะเป็นเวทีหารือเชิงนโยบายและเปิดให้ภาคธุรกิจไทยพบผู้ผลิต LNG รายใหญ่ทั้งเจรจาสัญญาซื้อขายระยะยาว การจัดหา LNG ในตลาด Spot รวมถึงการพัฒนาธุรกิจการค้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
“Gastech 2026 ไม่เป็นเพียงงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีพลังงาน แต่เป็นจังหวะสำคัญในการวางตำแหน่งไทยในห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อความมั่นคงของแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงาน”
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ไทยต้องกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหา ไม่ควรพึ่งพาผู้ผลิตหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป การมี LNG จากหลายแหล่งจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบพลังงานไทยในอนาคต
หวังแหล่ง “อันดามัน” ลดต้นทุนนำเข้า LNG
ขณะเดียวกัน สนพ.สนับสนุนการเปิดสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในทะเลอันดามัน เพื่อเพิ่ม Domestic Gas และลดพึ่งการนำเข้า LNG แม้แหล่งก๊าซดังกล่าวจะท้าทายด้านเทคโนโลยีและต้นทุน แต่ยังสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยแผนเปิดสำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
สำหรับแหล่งก๊าซในอันดามันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำลึก 2 กิโลเมตร ต้องใช้เทคโนโลยีและการลงทุนสูงกว่าการพัฒนาแหล่งก๊าซเดิม เช่น แหล่งเอราวัณ ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบต้นทุนการนำเข้า LNG ระยะยาว การพัฒนาแหล่งก๊าซภายในประเทศมีโอกาสสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก
“ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการผลิตกับความมั่นคงประเทศ เพราะการพึ่งพา LNG นำเข้าทั้งหมด อาจทำให้ต้นทุนพลังงานไทยอ่อนไหวต่อราคาตลาดโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น”
CCS ตัวเปลี่ยนเกม ช่วยต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซ
สำหรับโจทย์การลดคาร์บอน นายวัฒนพงษ์ มองว่า เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญทำให้ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่เป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ด้วยปัญหาหลักของก๊าซธรรมชาติ คือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า โดยหาก CCS พัฒนาให้มีต้นทุนเหมาะสมและใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จะช่วยลดปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าก๊าซ และทำให้ก๊าซธรรมชาติมีบทบาทในระบบพลังงานอีกนาน
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า เทคโนโลยี CCS ถูกบรรจุในร่างแผน PDP 2026 ขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมแก้กฎหมายปิโตรเลียม เพื่อเปิดทางให้นำหลุมปิโตรเลียมเดิมมาพัฒนาเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอนได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่
“CCS ยังเผชิญข้อจำกัดต้นทุน ภาครัฐต้องออกแบบมาตรการสนับสนุนทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนผ่าน Green Fund และกลไกจูงใจการลงทุน เพื่อทำให้ก้าวจากโครงการนำร่องไปสู่เชิงพาณิชย์”
SMR 4.5 เมกะวัตต์ เสริมฐานไฟฟ้ายุค Net Zero
อีกเทคโนโลยีที่ถูกวางช่วงปลายแผน PDP 2026 คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ตั้งเป้ากำลังผลิต 4,000-4,500 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิต SMR ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่สัดส่วนใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นทางเลือกและสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในช่วงที่ไทยต้องการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาด
ทั้งนี้ SMR ได้เปรียบด้านการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องและปล่อยคาร์บอนต่ำจึงมาช่วยเติมเต็มช่องว่างพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนตามสภาพอากาศ โดยเฉพาะช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่รวมถึง Data Center และ AI
ส่วนเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน มองว่าโซเดียมแบตเตอรี่ หรือแบตเตอรี่ที่ใช้วัตถุดิบจากเกลือจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานในระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (ESS)
สำหรับจุดเด่นของโซเดียมแบตเตอรี่ คือวัตถุดิบหาง่ายกว่าและควบคุมต้นทุนได้ดีเมื่อผลิตปริมาณมากจึงเหมาะเป็นระบบสำรองไฟฟ้าและช่วยบริหารความผันผวนพลังงานหมุนเวียน ขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมยังมีบทบาทสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ที่ต้องการความหนาแน่นของพลังงานสูง
“การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ไทยต้องคิดไปไกลกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าและระบบผลิตไฟฟ้า โดยต้องวางระบบจัดการตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่การผลิต การใช้ การจัดเก็บ ไปถึงการจัดการซากอุปกรณ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน”
ขยะโซลาร์-EV พุ่ง จี้วางระบบรีไซเคิลตั้งแต่วันนี้
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า การเร่งลงทุนพลังงานสะอาดจะนำไปสู่โจทย์ใหม่ เมื่อปริมาณขยะจากแผงโซลาร์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Battery เพิ่มขึ้น ดังนั้นภาครัฐต้องวางระบบรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง โดยบูรณาการกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาโรงงานสำหรับคัดแยก ถอดประกอบ และนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
ทั้งนี้ หากไทยสร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิลพลังงานสะอาดตั้งแต่วันนี้จะลด E-waste และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจจากวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
พลังงานสะอาด 60% ต้องไม่แลกกับความมั่นคง
สำหรับเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยสู่ 60% ในปี 2050 การเปลี่ยนผ่านต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะการพึ่งพลังงานหมุนเวียนอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดด้านความเสถียรของระบบ เนื่องจากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์และลมขึ้นกับสภาพอากาศ
ดังนั้น ระบบไฟฟ้าในอนาคตต้องมีพลังงานผสมทั้งพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ยืดหยุ่น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง CCS และ SMR เพื่อให้ระบบรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบความมั่นคง
โดยเฉพาะการขยายตัวของ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง หากระบบไฟฟ้าสร้างความมั่นคงไม่เพียงพอ อาจกระทบการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติและเป้าหมายการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่
ขณะที่ยุทธศาสตร์พลังงานไทยภายใต้ PDP 2026 ไม่ใช่การเลือกก๊าซหรือพลังงานสะอาด แต่เป็นการออกแบบพลังงานแต่ละรูปแบบให้เหมาะกับบทบาทตัวเอง โดยก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน LNG เป็นกลไกสร้างความมั่นคงและเปิดทางสู่ ASEAN LNG Hub ขณะที่ CCS จะเป็นเครื่องมือสำคัญลดคาร์บอนจากก๊าซ และ SMR เป็นทางเลือกระยะยาวเสริมความมั่นคงระบบ



