วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

การเปลี่ยน “ขี้ยาง” ราคาถูกสู่ “เส้นหวายเทียม” แบรนด์ PARASAN ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนของการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก นอกจากจะช่วยขจัดปัญหาวัตถุดิบราคาตกต่ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังสร้างบทเรียนสำคัญว่า งานวิจัยไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์รักษ์โลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า ‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA)  กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายสำคัญของโลก มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 23.8 ล้านไร่ และมีเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 1.7 ล้านราย แต่ยางส่วนใหญ่ยังจำหน่ายในรูปวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนตามตลาดโลก ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางพาราไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ โครงการ “การขยายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นหวายเทียมกลิ่นหอม ทนเชื้อรา แบคทีเรีย แสงแดด และรังสียูวี จากยางธรรมชาติผสมเทอร์โมพลาสติก” ซึ่ง ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยมี นายอัรฟัน หะสีแม เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

ซึ่งเริ่มจากการที่คณะนักวิจัยลงพื้นที่ศึกษาปัญหาของเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายยางก้อนถ้วยในราคาต่ำ ขณะที่วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเครื่องจักสานกลับประสบปัญหาขาดแคลนหวายธรรมชาติและมีต้นทุนสูง ทางคณะวิจัยฯ จึงพัฒนา “เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ” เพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนที่ผลิตได้ภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทย

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า ‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

ผลจากการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพสูง มีราคารับซื้อ 30–50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่วิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเส้นหวายเทียมได้ 250–300 กิโลกรัมต่อวัน สร้างมูลค่าการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 7,500 บาทต่อวัน ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น กระเช้าผลไม้ โซฟา เก้าอี้ โคมไฟ ซึ่งตอบโจทย์ตลาดเฟอร์นิเจอร์ โรงแรม รีสอร์ต และงานตกแต่งภายในที่ต้องการวัสดุทดแทนหวายธรรมชาติ โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อชิ้น

นอกจากนี้ ทางโครงการยังเชื่อมโยงเครือข่าย 3 วิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตลาดปลายทาง ตอกย้ำว่างานวิจัยสามารถยกระดับสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างอุตสาหกรรมชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายอัรฟัน หะสีแม หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า  หวายเทียมจากยางธรรมชาติสามารถขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ สามารถปรับคุณสมบัติให้เหมาะกับการใช้งาน และมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงหวายธรรมชาติ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านทานเชื้อรา แบคทีเรีย แมลง แสงแดด และรังสียูวี และมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งมากกว่าหวายธรรมชาติที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 1–2 ปี นอกจากนี้วัสดุได้รับการทดสอบคุณสมบัติตามวิธีมาตรฐาน ASTM D1646 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จึงพร้อมต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ 

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า ‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราประเภทอื่น เช่น หลังคาเทียมจากยางพาราเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทยต่อไป ปัจจุบันมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ 3 วิสาหกิจชุมชน โดยในระดับชุมชน เทคโนโลยีถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “PARASAN” เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ด้านนางวรรลัดดา พรหมสุข รองประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปยางบ้านตาชี กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ชุมชนเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” สู่ “ผู้ผลิตสินค้านวัตกรรม” เกิดการจ้างงานกว่า 150 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาประกอบอาชีพในบ้านเกิด 

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า ‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

อีกทั้งยังได้เชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นเครือข่ายการผลิตครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตเส้นหวายเทียม ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 14 รายการ ภายใต้แบรนด์ “PARASAN” โดยมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 150 ราย ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และขยายโอกาสสู่ตลาดเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PARASAN สามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมกว่า 300,000 บาท ในปี 2568 และมีแผนขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยไม่เพียงสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้สนใจสามารถเลือกชมผลิตภัณฑ์ได้ที่ ผลิตภัณฑ์จากหวายเทียม

‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า

“ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย จากการจำหน่ายวัตถุดิบราคาต่ำสู่การสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน ควบคู่กับการสร้างการจ้างงาน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือบทบาทของ ARDA ในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นการใช้ประโยชน์จริง สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายอัรฟัน หะสีแม หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เบอร์โทรศัพท์ 086-965-2938”