วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘อนุทิน’ ยันไม่ทอดทิ้ง ‘นักลงทุนญี่ปุ่น’ สั่ง 'เอกนิติ' รื้อภาษีรถนำเข้า - รักษาฐานผลิต

‘อนุทิน’ สยบข่าวลือญี่ปุ่นย้ายฐาน ยันไม่ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน เชื่อยังปักหลักไทยเป็นฐานผลิตส่งออกทั่วโลก สั่ง ‘เอกนิติ’ ดูเกณฑ์ EV ดูแลค่ายรถไม่ให้ลักลั่น

KEY POINTS

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งนักลงทุนญี่ปุ่น และพร้อมสร้างความเชื่อมั่นเพื่อรักษาฐานการผลิตรถยนต์ในไทย ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายฐานการผลิต
  • ได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พิจารณาปรับโครงสร้างภาษี และมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ลงทุนมานานเกิดความเสียเปรียบ
  • บีโอไอเปิดเผยข้อมูลว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลายราย เช่น มิตซูบิชิ มาสด้า และอีซูซุ ยังคงประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมในไทยอย่างต่อเนื่อง
  • ผลสำรวจจากเจโทร (JETRO) ชี้ว่าบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงรักษาระดับหรือมีแผนเพิ่มการลงทุนในไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม

จากกระแสข่าวที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยเนื่องจากไม่พอใจนโยบายเรื่อง การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาลไทย โดยมีผู้บริหารออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของประเทศอินโดนีเซีย ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเปิดเผยว่าต้องการให้ค่ายรถญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตออกจากไทยไปยังประเทศของตนเอง จนเกิดเป็นกระแส และข้อกังวลว่าค่ายรถญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมานานจะย้ายฐานการผลิตออกจากไทยหรือไม่

ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างเดินทางเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น

โดยนักลงทุนญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเป็นลำดับต้นๆ มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย รัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน

ยันนโยบายหลักเปิดกว้างรับลงทุน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่านโยบายหลักของรัฐบาลคือ การเปิดกว้าง และพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย

โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันส่วนประกอบส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่างๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้ และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน

“นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้นๆ มานานมากจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา ไม่ใช่เวลาต้องการ เขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เวลาเขาไปได้ดีแล้ว เรามาเพิ่มเงื่อนไขต่างๆ ภายหลัง” นายอนุทิน กล่าว

สั่งเอกนิติ ปรับมาตรการให้เท่าเทียม

นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ล่าสุด ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางการดูแลนักลงทุนประเทศต่างๆ เพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน

โดยจะมีการปรับโครงสร้างในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และทำให้ผู้ผลิตแต่ละประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

สำหรับรถยนต์ EV แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ในอนาคตจะเกิดซัปพลายเชนใหม่ภายในประเทศแน่นอน ทั้งแบตเตอรี่ ระบบคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบอื่นๆ ที่จะถูกบังคับโดยกลไกการผลิตให้ต้องตั้งฐานในไทยต่อไป

รัฐบาลจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจเพื่อเป็นปัจจัยบวกในการดึงดูด และรักษาเงินลงทุนในระยะยาว

บีโอไอเผยค่ายรถญี่ปุ่นลงทุนต่อเนื่อง

ด้าน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีค่ายรถญี่ปุ่นที่ประกาศเพิ่มการลงทุนในประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว 3 ค่ายได้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เสนอแผนขยายการลงทุน 5 ปีข้างหน้า 16,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายฐานผลิตรถยนต์ Hybrid ในไทย

ส่วนมาสด้า มอเตอร์ ได้รับอนุมัติขยายการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงกระบวนการผลิตโรงงานระยอง รองรับรถยนต์รุ่นใหม่แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) กำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี

ส่วนอีซูซุ มอเตอร์ ลงทุนเพิ่มเติมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานผลิตในไทย ทั้งระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ เทคโนโลยีผลิตรถกระบะรองรับมาตรฐาน Euro 6 และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด

เจโทรยันนักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มลงทุนไทย

นอกจากนี้เมื่อเร็วๆ นี้ บีโอไอ ได้หารือกับนายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายคอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น - กรุงเทพฯ (JCC) เพื่อนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกของปี 2569

ผลสำรวจพบว่า ด้านการลงทุน บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษา และยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดย 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ 48% มีแผนคงระดับการลงทุนเดิม

โดยทิศทางการลงทุนส่วนใหญ่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทน เครื่องเดิม 59% ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร 31% และลงทุนด้าน Digital Transformation 22% สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในไทยมากขึ้น

บริษัทญี่ปุ่นได้สะท้อนมุมมองต่อประเด็นที่มีความสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยคาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษี และการเงินมากที่สุด 29%

รองลงมาคือ การส่งเสริมตลาดภายในประเทศ 26% และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) 24% เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยผลสำรวจยังพบว่า บริษัทญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐในระดับจำกัด โดย 42% ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ 39% ได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการติดตาม และวิเคราะห์ทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการกระจายความเสี่ยง และขยายตลาดใหม่

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์