วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘คลัง-สภาพัฒน์’ ชงแก้ตัวชี้วัดการผลิตอุตสาหกรรม ไตรมาส 2 โตแค่ 0.1% ไม่สะท้อนความจริง

“คลัง-สภาพัฒน์” เผยดัชนีชี้วัดภาคอุตสาหกรรมของไทยไม่สอดคล้องความเป็นจริง จากกลไกการจัดเก็บข้อมูลดัชนี เดิมใช้วิธีสุ่มสำรวจเฉพาะโรงงานเก่า ไม่ครอบคลุมการผลิต-จ้างงานในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งผสาน 3 หน่วยงาน คลัง-สศช.-กระทรวงอุตฯ บูรณาการปรับปรุงวิธีการทางสถิติใหม่ ป้องกันประเมินเศรษฐกิจผิดพลาด

จากกรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% โดยชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ 1% ตามการลดลงของสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ รวมถึงพลาสติกและยางสังเคราะห์ อีกทั้งอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามในวงกว้างถึงวิกฤตในภาคอุตสาหกรรมของไทย

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความผิดปกติของตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งพบว่าแม้มูลค่าการส่งออกของประเทศจะเติบโตกว่า 17.2% แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับชะลอตัวลงอย่างมาก 

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องศึกษาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากกำลังสะท้อนว่าเครื่องชี้วัดเดิมอาจมีข้อจำกัดในการประเมินโครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นเรื่องที่หลายประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมมีร่วมกัน เนื่องจากตัวชี้วัดทางอุตสาหกรรมต่าง ๆ ยังติดตามรูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ทัน 

โดยข้อจำกัดสำคัญของดัชนี "MPI" ในปัจจุบันเกิดจากกระบวนการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นดัชนีรายเดือน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มสำรวจตัวอย่าง (Sampling Survey) จากกลุ่มโรงงานเดิมที่กำหนดไว้ แต่เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาลงทุนหรือมีการตั้งโรงงานในกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ (New Sectors) ระบบสำรวจและสุ่มเก็บตัวอย่างเดิมจึงไม่สามารถรวบรวมข้อมูลและติดตามกิจกรรมการผลิตจริงของโรงงานใหม่เหล่านี้ได้ทันท่วงที 

ด้วยเหตุนี้ การที่ตัวเลขส่งออกเติบโตแต่ผลผลิตอุตสาหกรรมในดัชนี MPI ติดลบ จึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเกิดจากประเทศไม่มีกิจกรรมการผลิต หรือปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออก ตามที่หลายฝ่ายกังวล เพราะหากมีการลงพื้นที่สำรวจกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ จะพบว่าปัจจุบันก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการผลิตจริง รวมถึงมีการจ้างงานแรงงานไทยและวิศวกรไทยเพิ่มขึ้นจริง 

ตัวเลขไม่สะท้อนความเป็นจริง รวม 3 หน่วยงานเร่งแก้ไข 

อย่างไรก็ดี ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลทางสถิติที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง อาจนำไปสู่การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผิดพลาดได้

“ถ้าตัวเลขมันไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า จริง ๆ แล้วเราอาจจะผลิตมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เราเห็นก็ได้ ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นที่เราให้ความสนใจ” 

โดยต่อจากนี้ กระทรวงการคลัง ร่วมกับสภาพัฒน์ และกระทรวงอุตสาหกรรม จะเปิดเวทีหารือร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อหาแนวทางปรับเปลี่ยนกลไกและวิธีการเก็บตัวเลขดัชนีชี้วัดให้มีความยืดหยุ่น ครอบคลุม และสะท้อนภาพความเป็นจริงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต ให้ถูกต้องและสมบูรณ์มากขึ้น

“สศช.” เผยการถ่วงน้ำหนักมีปัญหา บริโภคต่ำฉุดการผลิต

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวที่ 0.1% เป็นการคำนวณบนฐานข้อมูลของ สศช. ที่กว้างกว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดย สศช. นำดัชนี MPI มาใช้เพียงส่วนหนึ่ง และได้นำข้อมูลจากแหล่งอื่นเข้ามาประมวลผลร่วมด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากการคำนวณการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน น้ำหนักส่วนใหญ่จะเน้นไปที่กลุ่มผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ หรือกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกน้อยกว่า 30% ซึ่งในไตรมาสนี้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมเติบโตต่ำตามไปด้วย

ในทางกลับกัน แม้จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสินค้าใหม่ ๆ ที่มีอัตราการขยายตัวในเกณฑ์สูงมาก เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทว่าด้วยข้อจำกัดภายใต้ “เกณฑ์ดัชนีแบบเดิม” ทำให้น้ำหนักในการคำนวณของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่สามารถช่วยดึงหรือพยุงภาพรวมตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมในภาพรวมให้สูงขึ้นได้มากนัก

แก้โครงสร้าง-ยกระดับผลิตภาพ คือทางรอดระยะยาว

ทั้งนี้ นายดนุชา เน้นย้ำว่า นอกจากเรื่องตัวชี้วัดแล้ว ปัญหาแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมที่เติบโตต่ำนี้คือ "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" โดยเฉพาะเรื่อง ผลิตภาพการผลิต (Productivity) ซึ่งปัจจุบันผลิตภาพการผลิตโดยรวมของประเทศตกต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.3% เท่านั้น

"ปัญหาผลิตภาพนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคแรงงาน แต่ครอบคลุมถึงผลิตภาพในการผลิตภาคอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ไม่มากนัก" นายดนุชากล่าว 

พร้อมเสนอแนะว่า หากประเทศไทยต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตได้สูงกว่านี้ จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยต้องเร่งทำทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคบริการ ตลอดจนยกระดับศักยภาพของประชากรทั้งประเทศไปพร้อมกัน