วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

' FTA Thai-EU' ช่วยเติมจีดีพีโตอีก 1.6%ถกรอบที่10ปลายก.ย.นี้ที่ประเทศไทย

การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ไทย -สหภาพยุโรป (อียู) หรือ FTA ไทยอียู เดินทางมาถึงรอบที่ 10 แล้ว กำหนดการประชุมระหว่างกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (นายมารอส เซฟโควิช) กับผู้แทนฝ่ายไทยจะมีขึ้น ในปลายเดือน ก.ค. 2569 ที่ประเทศไทย

เมื่อเร็วๆนี้ นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อย (Cluster) ของสินค้าเกษตรเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นคงค้างสำคัญภายใต้บทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) ณ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร เพื่อกำหนดท่าทีและข้อเสนอของไทย และเร่งรัดการเจรจาบท SPS ให้บรรลุผล รวมไปถึงการวางรากฐานความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาวระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปภายใต้การเจรจา FTA ไทย-อียู 

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นด้านการเกษตรและมาตรการ SPS ถือเป็นหัวใจสำคัญของความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-อียู โดยฝ่ายอียูให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ของทั้งสองฝ่าย ควบคู่ไปกับการจัดทำมาตรการ SPS ที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และอำนวยความสะดวกทางการค้าบนพื้นฐานหลักวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยด้านอาหาร

“ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์จากประเทศสมาชิกอียูภายใต้หลักวิทยาศาสตร์และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของไทย พร้อมทั้งจัดตั้งช่องทางสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทย-อียูอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการติดตามความคืบหน้าร่วมกัน”

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประสานงานกับ มกอช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำข้อเสนอบท SPS ที่เป็นจุดสมดุล (Landing Zone) และเกิดประโยชน์ร่วมกัน เพื่อเสนอต่อคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ควบคู่กับประเด็นคงค้างอื่น ๆ ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ

"ผมขอขอบคุณตัวแทนภาครัฐทุกท่านที่ร่วมมือทำงานอย่างรอบคอบในการเจรจาบท SPS ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและอ่อนไหว การเจรจาให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและข้อเสนอที่สร้างสรรค์จากทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตรกับการคุ้มครองความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของไทย นายวีระพงษ์ กล่าวย้ำว่า ผู้แทนการค้าไทยพร้อมจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางผลักดันข้อเสนอของไทยและบูรณาการท่าทีไทยร่วมกับคณะทำงานทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเจรจาได้รับความชอบธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย”

      การเร่งสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-อียู จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าถึงตลาดอียูที่มีผู้บริโภคกำลังซื้อสูงกว่า 400 ล้านคน โดยเฉพาะการเป็นแต้มต่อให้สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ข้าว ไก่ อาหารทะเล ยานยนต์ สิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้น 1.28–1.61%ต่อปี และมูลค่าการส่งออกไปยังอียูขยายตัว 2.83–3.43% ต่อปี 

อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสของไทย ปัจจุบันผลการเจรจามีความคืบหน้าแล้วกว่า 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด และพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันการเจรจาในประเด็นคงค้างส่วนที่เหลืออีก 1 ใน 3 ซึ่งล้วนมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พลังงานและวัตถุดิบ การค้าดิจิทัล ภาคบริการและการลงทุน ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า