การผลิตไฟฟ้าของไทยมีสัดส่วนถึง 60% ซึ่งมีที่มาจากก๊าซธรรมชาติ และหลักๆคือก๊าซLNG ที่เข้าเพิ่มขึ้น ดังนั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง จากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐ และอิหร่าน เมื่อเดือนก.พ. ได้ตอกย้ำถึงความอ่อนไหวด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตลาดก๊าซและ LNG ที่ไทยยากจะหลีกหนีได้
รายงาน: CAUGHT IN CONFLICT: THE OUTLOOK FOR GAS AND LNG MARKETS IN ASIA หรือ “การติดอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง: แนวโน้มตลาดก๊าซธรรมชาติและ LNG ในเอเชีย” รายงานจัดทำสำหรับ Gastech 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–17 ก.ย. 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระบุถึง แนวโน้มตลาดก๊าซและ LNG ในเอเชีย ที่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโครงสร้างพลังงานโลกที่กำลังอยู่บนความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ตลอดจนความซับซ้อนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ตลาด LNG โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยน หลังจากได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีอิหร่าน กาตาร์ ที่เป็นผู้ส่งออก LNG ประมาณ 110 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (bcm) ไปยังเอเชีย ยุโรป และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปยังแอฟริกาแต่การส่งออกดังกล่าวต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งเดียวคือ“ช่องแคบฮอร์มุซ”
เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง ราคาสปอต LNG ในเอเชียเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี รวมถึงราคาดัชนี Japan-Korea Marker (Platts JKM) ที่พุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงต้นเดือนมี.ค. ราคาก๊าซที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอาจกลายเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก ลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และผลักดันเศรษฐกิจขนาดใหญ่เข้าสู่ภาวะถดถอย
ราคาขั้นต่ำของตลาดและ“ค่าพรีเมียมฮอร์มุซ”
นอกเหนือจากผลกระทบต่อการผลิตทางกายภาพแล้ว ด้านเศรษฐศาสตร์ของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากต้นทุนที่เพิ่มเติมในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ทำให้เกิด ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในรูปของค่าพรีเมียมราคา LNGซึ่งมีการประเมินว่าค่าธรรมเนียมอาจสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 0.50 ดอลลาร์/MMBtu เมื่อเทียบกับต้นทุนมาตรฐานประมาณ 1.50 ดอลลาร์/MMBtu สำหรับการเดินทาง 28 วันไปยุโรป
ค่าพรีเมียมด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวถือเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แม้ว่าราคาก๊าซ ICIS TTF จะปรับลดลงกลับเข้าใกล้ระดับก่อนสงครามที่ 30–32 ยูโร/MWh โดยระดับต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 26.53 ยูโร/MWh ก่อนจะมาอยู่ที่ประมาณ 46 ยูโร/MWh ในช่วงกลางเดือนพ.ค. แต่หากมีการเรียกเก็บ “ภาษีภูมิรัฐศาสตร์” จากการขนส่งผ่านฮอร์มุซ ก๊าซราคาถูกอาจกลายเป็นเรื่องในอดีต
การปรับลดราคาดังกล่าวสะท้อนการวางสถานะระยะสั้นของตลาด มากกว่าจะหมายถึงการจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานที่แท้จริงได้รับการแก้ไขแล้ว
สำหรับเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติบโตของความต้องการก๊าซโลกและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG จึงได้รับผลกระทบยิ่งรุนแรง การกลับมาเดินเครื่องเต็มรูปแบบต้องใช้เวลาทางเทคนิคหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงว่าโครงสร้างพื้นฐานอาจได้รับความเสียหายถาวร โดยแม้ในกรณีดีที่สุด Qatar Energy อาจต้องเผชิญกับกำลังการผลิตที่ลดลง 17% และมีรถไฟขนส่งก๊าซสามารถใช้งานได้เพียง 12 จาก 14 หน่วย
ประเทศในเอเชียที่เผชิญความเสี่ยงสูงสุด
ไทย มีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซสูงและพึ่งพา LNG นำเข้าเพิ่มขึ้น ,จีน เป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกพึ่งพากาตาร์สูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้า ,ญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ในปี 2025 นำเข้า LNG เกือบ 65 ล้านตัน
อินเดีย เป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก พึ่งพาอุปทานจากต่างประเทศอย่างมากกาตาร์คิดเป็น 41.4% ของการนำเข้า LNG และอินเดียนำเข้า LNG 27 ล้านตันในปี 2024–25 ในจำนวนนี้ 11.2 ล้านตัน มาจาก Ras Laffan เกือบทั้งหมด
สิงคโปร์ ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซคิดเป็นเกือบ 95% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนใหญ่ใช้ LNG นำเข้า ,ฟิลิปปินส์ ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 14–21% ของการผลิตไฟฟ้า เมื่อปริมาณสำรองก๊าซภายในประเทศลดลง ประเทศจึงพึ่งพา LNG มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนโฉมความมั่นคงด้านก๊าซและ LNG ของเอเชีย แม้ขณะนี้จะมีการหยุดยิง แต่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อตลาด LNG และก๊าซธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภูมิภาค
หัวใจสำคัญความเปลี่ยนใหม่ 5 ประเด็น
1. ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบพลังงานโลก : เนื่องจาก LNG ประมาณ 20% ของโลกเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว การหยุดชะงักจึงส่งผลโดยตรงต่อราคา ต้นทุนไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรมในเอเชีย
2. เอเชียเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงมากที่สุด : โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และประเทศเอเชียใต้ เนื่องจากพึ่งพา LNG นำเข้าในระดับสูง
3. ราคาพลังงานอาจกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ :ราคาก๊าซที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และต้นทุนสินค้า ซึ่งอาจกระทบ GDP และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
4. “ความมั่นคงของอุปทาน” กำลังมีน้ำหนักมากกว่า “ราคาถูก” : ประเทศผู้ซื้ออาจยอมจ่าย LNG ในราคาที่สูงขึ้น หากแลกกับเส้นทางขนส่งที่ปลอดภัยกว่าและแหล่งจัดหาที่มีความหลากหลาย
5. ทางออกไม่ใช่เพียงการหา LNG เพิ่ม แต่คือการออกแบบระบบพลังงานใหม่ :รายงานเสนอให้เร่งพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานก๊าซ คลังสำรอง LNG การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน รวมถึงการพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์
ขณะนี้เอเชียกำลังผนวกรวมเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ ๆ เข้าสู่โครงสร้างพลังงานของภูมิภาคมากขึ้น ความร่วมมือและพันธมิตรระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความร่วมมือด้านความปลอดภัย ,การออกแบบใหม่เชิงนวัตกรรมเชิงวิวัฒนาการมีความสำคัญอย่างมาก



