วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

BCC คว้างานสายไฟลงดินทะลุ 720 กม. ยึดแนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่ดัน Smart City

นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ด้วยการขยายระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับเมือง

โดยล่าสุด BCC ได้รับงานโครงการติดตั้งระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน (Underground Cable) ภายใต้โครงการของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สายต่างๆ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู

และถนนสายสำคัญในหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาค อย่างจังหวัดเชียงราย สุรินทร์ ภูเก็ต และตรัง ซึ่งทยอยส่งมอบเพิ่มในปีนี้ 150 กิโลเมตร รวมเป็นความยาวสายไฟฟ้าสะสม (2023-2026) แล้วกว่า 720 กิโลเมตร ตอกย้ำศักยภาพของ BCC ในฐานะผู้นำตลาดสายเคเบิลและสายไฟฟ้าใต้ดินของประเทศไทย 

BCC คว้างานสายไฟลงดินทะลุ 720 กม. ยึดแนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่ดัน Smart City

“ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลยาวนานกว่า 60 ปี และประสบการณ์ในการบริหารจัดการเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานมาแล้วกว่า 33 โครงการ ทำให้ BCC ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง เรามีเทคโนโลยีการผลิตที่ตอบโจทย์ ทั้งด้านความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด โดยออกแบบและผลิตสายไฟฟ้าแบบ Customized ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ ภายใต้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งมอบงานตรงเวลา และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ” นายพงศภัค กล่าว

ทั้งนี้ BCC ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมตั้งแต่สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ (Low Voltage Cable) สายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium Voltage Cable) ไปจนถึงสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (Extra High Voltage Cable) 230 กิโลโวลต์ (kV) ซึ่งผลิตจากทองแดงบริสุทธิ์สูง ที่นำไฟฟ้าได้ดีและมีประสิทธิภาพ

BCC คว้างานสายไฟลงดินทะลุ 720 กม. ยึดแนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่ดัน Smart City

พร้อมใช้วัสดุคอมปาวด์ (Compound) คุณภาพสูงในการผลิตฉนวนและเปลือกสายไฟ เช่น ครอสลิงค์โพลิเอทิลีน (XLPE) โดยเฉพาะสายไฟฟ้าแรงดันสูง 115 kV และสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ 230 kV ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจาก KEMA Labs ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก พร้อมการันตีคุณภาพสายไฟฟ้าและสายเคเบิลตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นอกจากนี้ BCC ยังตอกย้ำคุณภาพด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าของบริษัท (Extra High Voltage Testing Center) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย รองรับการทดสอบสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ โดยดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สอดคล้องกับมาตรฐาน TIS และ IEC เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยขั้นสูงสุด

นายพงศภัค กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านระบบสายไฟฟ้าอากาศสู่ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยจัดระเบียบภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามน่าอยู่แล้ว ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ พายุฝน หรือปัจจัยภายนอกที่อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง

ซึ่งจะช่วยให้ระบบจ่ายไฟมีความเสถียร และเป็นการวางรากฐานโครงข่ายพลังงานให้พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การขยายระบบขนส่งมวลชน การดำเนินธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปพร้อมกัน

“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรผู้ร่วมสร้างและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับประเทศ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของ Smart City และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว เราพร้อมที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสายไฟฟ้าและสายเคเบิลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตแบบยั่งยืน” นายพงศภัค กล่าว

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปิดประมูลเส้นทางการพัฒนาสายไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมืองเกาะแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้วหลายสาย โดยยังคงมีแผนขยายไปยังเส้นทางใหม่ๆ อาทิ พื้นที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทยังคงมองโอกาสในการพัฒนาโปรดักท์สายไฟฟ้าใต้ดินของบริษัท พร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย