"กนอ. ผนึก กฟผ.-สศอ." ปักหมุด “นิคมฯ แบตเตอรี่ EV” ผุดโมเดล Circular คาดงบประมาณเบื้องต้นระดับ 5 พันล้าน ปั้นไทยฮับ "รีไซเคิล" อาเซียน
KEY POINTS
- การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยแผนจัดตั้งนิคมจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจร คาดใช้งบลงทุน 4,000-5,000 ล้านบาท
- โครงการจะใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Model) โดยมี 2 แนวทางหลักคือ การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ (Repurpose) เป็นระบบกักเก็บพลังงาน และการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อสกัดวัตถุดิบมีค่ากลับมาใช้
- อยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่ตั้งนิคมฯ 3 แห่งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเป็นพื้นที่ของ กฟผ. 2 แห่ง และพื้นที่ของ EEC อีก 1 แห่งในจังหวัดชลบุรี
- เป้าหมายของโครงการคือการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนการจัดตั้งนิคมจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าในขณะนี้โครงการเริ่มมีความชัดเจนเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการออกแบบโมเดลการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับปริมาณแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน รวมถึงแบตเตอรี่ที่ถูกถอดแยกชิ้นส่วนออกจากตัวรถอย่างเป็นระบบ
คาดใช้งบ 5 พันล้าน วางระบบความปลอดภัยขั้นสูง
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการรวบรวมแบตเตอรี่เข้าสู่พื้นที่ควบคุมที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาการรั่วไหลของสารเคมีและวัตถุอันตรายออกสู่ภายนอกระบบ ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในจัดการกากอุตสาหกรรมระดับประเทศ
โดยเบื้องต้น กนอ. ประเมินว่าการพัฒนานิคมจัดการแบตเตอรี่ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Model) นี้ อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท
สำหรับงบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ ระบบความปลอดภัยขั้นสูง การจัดการวัตถุอันตราย ระบบคัดแยกและถอดประกอบแบตเตอรี่ ตลอดจนเทคโนโลยีการรีไซเคิลเพื่อนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
"ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบโมเดลการร่วมลงทุนกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสร้างต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมจัดการแบตเตอรี่ที่ครบวงจรที่สุด"
ชูโมเดล 2 ทางเลือก "Repurpose vs Recycle"
สำหรับกระบวนการจัดการภายในนิคมฯ เมื่อรถ EV หมดอายุหรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ จะต้องถูกนำเข้าสู่จุดรวบรวมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแยกชิ้นส่วนและทำการ “Discharge” หรือการทำให้แบตเตอรี่ปลอดประจุไฟฟ้า เพื่อขจัดความเสี่ยงจากไฟฟ้าคงค้างก่อนเริ่มกระบวนการถัดไป โดย กนอ. ได้วางแนวทางการจัดการออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ตามสภาพของแบตเตอรี่ ประกอบด้วย
1. การนำกลับมาใช้ใหม่ (Repurpose) สำหรับแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยพิจารณาจากค่า State of Health (SOH) จะถูกนำมาประกอบใหม่เพื่อใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System หรือ ESS)
2. การรีไซเคิล (Recycle) สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถใช้งานต่อได้ จะเข้าสู่กระบวนการสกัดแยกวัสดุมีค่า โดยเฉพาะลิเธียม และวัสดุสำคัญอื่นๆ เพื่อนำกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตใหม่อีกครั้ง
ผนึกพันธมิตรออกแบบ “โซนนิ่ง” มาตรฐานสากล
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กนอ. ได้เดินหน้าหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันเฉพาะทาง อาทิ กฟผ., สถาบันยานยนต์ และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในการออกแบบผังนิคมอุตสาหกรรมโดยแบ่งเป็นโซนเฉพาะทาง ประกอบด้วย
- พื้นที่รวบรวมและขนย้าย
- พื้นที่ถอดและแยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่
- พื้นที่จัดการวัสดุอันตราย
- พื้นที่โรงงานรีไซเคิล
วาง 3 พื้นที่ใน EEC สำคัญ ก่อนลงทุนจริง
สำหรับพื้นที่ตั้งนิคม ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา 3 พื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเป็นพื้นที่ของ กฟผ. 2 แห่งในจังหวัดชลบุรี และอีก 1 พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการหารือกับ EEC
โดยพื้นที่ของ กฟผ. มีการพิจารณาบริเวณแหลมฉบังและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงบริเวณอ่าวไผ่ โดยยังต้องตรวจสอบเงื่อนไขด้านพื้นที่ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมก่อนตัดสินใจเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม
ส่วนพื้นที่ของ EEC มีการศึกษาพื้นที่ในจ.ชลบุรี เช่นกัน ซึ่งเดิมมีการพิจารณาพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 5,000 ไร่ แต่จากการศึกษาพบว่าประมาณ 3,000 ไร่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม ทำให้เหลือพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ และเมื่อพิจารณาปัจจัยด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และสิ่งแวดล้อม เหลือพื้นที่ที่สามารถพัฒนาได้ราว 1,600 ไร่ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังต้องปรับตำแหน่งอีกครั้ง เนื่องจากมีข้อกังวลด้านมลพิษและระยะห่างจากพื้นที่ชุมชน
ทั้งนี้ EEC มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เนื่องจากมีฐานการผลิต EV และผู้ผลิตแบตเตอรี่หลายรายอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้โครงการตั้งนิคม Circular จะมารองรับแบตเตอรี่ EV ในอนาคตที่ถือเป็นวัตถุอันตราย
ประเด็นสำคัญคือการสร้างระบบรวบรวมแบตเตอรี่ หรือ Collection ให้มีปริมาณมากเพียงพอต่อการลงทุน เพราะหากไม่มีการันตีปริมาณแบตเตอรี่ที่จะเข้าสู่ระบบ การลงทุนโรงงานขนาดใหญ่จะมีความเสี่ยงด้านความคุ้มค่า
ยอมรับสเกลแบตเตอรี่ยังไม่มากพอ
ขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าสเกลของแบตมันมีมากขนาดไหน เพราะยังไม่มีใครรวบรวมข้อมูลตรงนี้ไว้ เบื้องต้น สศอ. อยู่ระหว่างทำข้อมูล ดังนั้น การออกแบบนิคมฯ จึงไม่ได้มองเฉพาะปลายทาง แต่ต้องเชื่อมโยงกลับไปถึงต้นทาง โดยเฉพาะการกำหนดบทบาทของค่ายรถยนต์ในการรับคืนแบตเตอรี่ การจัดทำ Battery Passport และระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแบตเตอรี่แต่ละชุดอยู่ที่ใดและเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง
นายสุเมธ กล่าวย้ำว่า การดำเนินงานทั้งหมดต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนรอบนิคมฯ โดยมีการศึกษาต้นแบบจากประเทศผู้นำอุตสาหกรรมอย่าง จีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีการกำหนดโซนนิ่งสำหรับอุตสาหกรรมจัดการแบตเตอรี่โดยเฉพาะ เพื่อควบคุมตั้งแต่การรับมอบ การแยกส่วน ไปจนถึงการกำจัดของเสียที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้อย่างเบ็ดเสร็จ
การขับเคลื่อนโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และเป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน





