วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'สภาพัฒน์' มองญี่ปุ่นย้ายฐานไม่ง่าย มั่นใจยึด Supply Chain หนุนหั่นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถ

"สภาพัฒน์" ชี้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตออกจากไทย เป็นไปได้ยากหลังห่วงโซ่อุปทานในไทยยังแกร่ง หนุน "คลัง" เร่งออกมาตรการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนช่วยผู้ประกอบการในประเทศ หลังอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญความท้าทายสูง ส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวรุนแรง สวนทางรถกระบะ-รถบรรทุกยังเติบโตได้ดี

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ความพยายามของอินโดนีเซียในการดึงดูดค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างบริษัท "โตโยต้า" ให้ย้ายฐานการผลิตนั้น อาจเป็นไปได้ยาก จากปัจจัยความเหนียวแน่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ระบบนิเวศการผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในไทยขยายตัวอย่างมากทั้งทางกว้าง และทางลึก (Broad & Deep) ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขั้นพื้นฐานไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barrier to Entry) ทำให้ผู้เล่นอื่นเข้ามาแข่งขันด้วยยาก ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

นอกจากนี้ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นยังมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานความเสี่ยงด้านต้นทุน และเสถียรภาพการผลิต ซึ่งเกินกว่าจะตัดสินใจได้โดยง่าย ดังนั้น สศช. จึงมั่นใจว่าไทยยังคงเป็นยุทธศาสตร์หลักที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นไว้วางใจในฐานะฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงในอาเซียน

ส่งออกรถยนต์นั่งหด สวนทางกระบะ-รถบรรทุกแกร่ง

อย่างไรก็ดี ปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 รถยนต์สันดาปดั้งเดิมมีแนวโน้มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ จากมูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหดตัวรุนแรงถึง 42.4%

สาเหตุหลักมาจากการที่หลายประเทศเริ่มมีการกำหนดเงื่อนไข และมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการลดคาร์บอน (Decarbonization) สำหรับรถยนต์ที่จะนำเข้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถยนต์กลุ่มเครื่องสันดาป (ICE) ที่ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก รวมถึงการที่ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงในตลาดโลก โดยเฉพาะการถูกแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากความนิยม และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า

ในทางกลับกัน มูลค่าการส่งออกรถกระบะ และรถบรรทุกยังคงขยายตัวสูงถึง 55.8% เนื่องจากไทยมีความเชี่ยวชาญพิเศษและมีตลาดส่งออกเฉพาะตัว สะท้อนว่าไทยจำเป็นต้องรักษาฐานการผลิตรถกระบะซึ่งเป็นจุดแข็งเดิม ไปพร้อมกับการเร่งปรับตัวในกลุ่มรถยนต์นั่งเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในห่วงโซ่คุณค่าใหม่

ขณะเดียวกัน ตัวเลขการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเติบโตเพียง 0.1% โดยการผลิตยานยนต์ลดลง 7.2% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส จากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวครอบคลุมทั้งผลิตภาพแรงงาน และผลิตภาพในภาคอุตสาหกรรม ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมถูกจำกัด

 

หนุน “คลัง” ผลักดันมาตรการภาษี อุ้มค่ายรถในประเทศ

สำหรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานการผลิต คาดว่ากระทรวงการคลังมีแผนที่จะบังคับใช้มาตรการภาษีแบบพุ่งเป้า เช่น การลดภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ หรืออาจรวมถึงการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับผู้ที่มีฐานการผลิตในไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับสำหรับผู้ที่เคยได้สิทธิประโยชน์นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ให้ต้องเข้ามาตั้งโรงงานผลิตจริงในประเทศไทย

ในเชิงนโยบาย มองว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้รัฐมากนัก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ทำให้อัตราภาษีนำเข้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว

ดังนั้น มาตรการนี้จึงมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การรักษาการจ้างงาน, การส่งเสริมการส่งออกสินค้า, และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นภายในประเทศ มากกว่าที่จะมองเพียงแค่เรื่องตัวเลขรายได้จากภาษีเพียงอย่างเดียว

โดยในช่วงแรกอาจจะอนุญาตให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนที่ไทยยังผลิตเองไม่ได้ เช่น มอเตอร์ และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electric Drivetrain) เพื่อประคองอุตสาหกรรมให้เดินหน้าไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local Content) ในระยะยาว

เร่งเพิ่มผลิตภาพเพื่อหลุดพ้น “กับดักเชิงโครงสร้าง”

นายดนุชา ยังกล่าวต่อไปว่า มาตรการภาษีเป็นเพียงกลไกชั่วคราว โดยทางรอดที่ยั่งยืนคือ การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) หากไทยไม่สามารถยกระดับผลิตภาพได้ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ อาจทำให้เศรษฐกิจติดหล่มการเติบโตต่ำ

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Tech Neutrality) ท่ามกลางสงคราม AI และอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น PCB (Printed Circuit Board) และ Chip Design เพื่อสร้างสมดุลเชิงยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ สศช. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตได้ในระดับ 2.2% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเป็นสำคัญ

 

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์